สองสิ่งต้องห้ามประมาทยามเกษียณ

 

Senior-thumbs-up

การวางแผนชีวิตรับมือหลังเกษียณเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม ในอนาคต ปี 2568 ประเทศไทยของเราจะมีผู้สูงอายุมากถึง 14 ล้านคน  ล่าสุดกระทรวงการสาธารณสุขสำรวจพบว่า มีผู้สูงอายุมากกว่า 1 ล้านคนที่มีสุขภาพไม่ดี นอนติดเตียง และแนวโน้มไม่มีลูกหลานคอยดูแล ดังนั้นการวางแผนชีวิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ

คุณพิเชฐ  เจียรมณีทวีสิน หรือ คุณทอมมี่ แอคชัวรี่ นักคณิตศาสตร์ประกันภัยและนายกสมาคมคณิตศาสตร์ประกันภัยได้แสดงทัศนะ มุมมองถึงประเด็นผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นในอนาคตของบ้านเราได้อย่างน่าสนใจ คุณทอมมี่บอกว่า  ผู้สูงอายุบ้านเรา จะหวังพึ่งเงินงบประมาณรัฐทางด้านสวัสดิการสังคม หรือสาธารณสุขก็คงไม่พอ หวังให้ลูกหลานเลี้ยงดูก็ไม่แน่ใจ เพราะวัฒนธรรมเลี้ยงดูคนแก่ในปัจจุบันก็เริ่มเปลี่ยนไป (ไม่ใช่เพราะอกตัญญู แต่เพราะลูกหลานของเราก็ไม่มีเงินเหมือนกัน) ครั้นจะหวังพึ่งเงินสะสมของตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะพอใช้จนถึงบั้นปลายชีวิตหรือเปล่า มิหนำซ้ำอาจจะต้องกลุ้มใจกับอายุที่ยืนยาวโดยไม่ทันรู้ตัว

“…ผมแอบขออิงตัวเลขทางสถิตินิดหนึ่ง…ในอีก 15 ปีข้างหน้า คาดว่าประชากรในประเทศไทยจะมีอัตราส่วนของผู้สูงอายุมากถึง 25% เลยทีเดียว (สมมุติว่าโยนหินไปกลางอากาศ 4 ครั้ง จะมีอยู่ 1 ครั้ง ที่หินจะตกลงมาโดนคนสูงอายุ ซึ่งคนคนนั้นอาจจะเป็นผมเองก็ได้…555) และเมื่อถึงตอนนั้น ประเทศไทยเราจะกลายเป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุมากเป็นอันดับต้น ๆ ในเอเชีย…”

ยิ่งถ้าไปถามคนวัยรุ่นหรือวัยทำงานสมัยนี้ว่า จะใช้ชีวิตยามเกษียณอย่างไร เดี๋ยวนี้บางคนถึงกับตอบว่า “อยากมีชีวิตอยู่ถึงแค่อายุ 60” แล้วขอลาโลกไปเลยดีกว่าก็มี เพราะไม่รู้จะจัดการกับชีวิตตัวเองในยามเกษียณอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันและค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ ในอนาคตนั้นที่นับวันก็มีแต่สูงขึ้น บางคนก็กลัวจะเป็นภาระให้ลูกหลาน หรือบ้างก็กลัวว่าจะเกษียณแบบไม่มีคุณภาพชีวิต (แบบกัดก้อนเกลือกิน) หรือเจ็บไข้ได้ป่วย เช่น ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ หรืออัมพาตอยู่บนเตียง เป็นต้น โดยจากสถิติการจ่ายเคลมของบริษัทประกันภัยแล้วจะเห็นว่า โรคร้ายแรง 3 อันดับแรกที่คอยถามหาคนไทยก็คือ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดในสมอง ซึ่งยังไม่นับรวมถึงโรคอัลไซเมอร์ และโรคอัมพาต

ลองนึกสภาพโรคแต่ละโรคที่เราต้องมาเป็นในตอนสูงอายุกันดูสิครับ ฟังดูแล้วน่ากลัวทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะว่าทรมานจากโรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องการทรมานจากการหาเงินมาจ่ายบิลค่ารักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่วิ่งขึ้นสูงลิ่ว เฉลี่ยปีละ 6-8% มาตลอด ซึ่งก็ประเมินกันไว้ว่า ค่ารักษาพยาบาลในอีก 10 ปีข้างหน้า จะสูงขึ้นอย่างน้อยเป็นเท่าตัวจากตอนนี้ !

Doctor With Piggy Bank

ด้วยเหตุนี้ การประกันบำนาญจึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้ต้องการวางแผนการเกษียณโดยเฉพาะซึ่งก็เริ่มแพร่หลายและเป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยเนื่องจากภาครัฐสนับสนุนให้สามารถใช้มาลดหย่อนภาษีได้ถึง 200,000 บาทต่อปี

การจ่ายเงินคืนของประกันบำนาญก็จะเป็นการจ่ายรายงวดไปจนถึงอายุที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือจ่ายไปจนกว่าจะเสียชีวิต โดยคนที่ซื้อประกันบำนาญอาจจะจ่ายเงินสะสมไปเรื่อย ๆ หรือใช้เงินก้อนที่ได้จากการเกษียณมาซื้อก็ได้

พูดง่าย แต่ทำยาก…เศรษฐกิจก็ฝืดเคือง แค่เงินใช้จ่ายในแต่ละวันก็ไม่ค่อยจะพอ ไหนจะค่าเล่าเรียนลูก ไหนจะต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันอีก ปัญหามันจึงอยู่ที่ว่า…ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเงินก้อนหรือเงินสะสมไปซื้อประกันบำนาญกันหรอก สมบัติที่อาจจะเหลือติดตัวยามเกษียณบ้างก็คือ ลูกหลานและบ้านหลังหนึ่ง กับเงินเพียงน้อยนิด

ทอมมี่

แต่มีอยู่สองสิ่งที่ห้ามประมาทในยามเกษียณโดยเด็ดขาด คือ อย่าประมาทวิทยาการทางการแพทย์ที่ทำให้คนเราอายุยืนยาวมากขึ้นในอนาคต และอย่าประมาทค่าบิลรักษาพยาบาลที่วิ่งสูงขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ แล้วเราจะใช้ชีวิตยามเกษียณในตอนนั้นได้อย่างไรถ้าเราไม่วางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณแล้วเริ่มต้นเก็บเงินเอาไว้ตอนนี้

การลงทุนแบบ”เม่า…เก้าชีวิต”ที่ต้องรักษาเงินต้นเอาไว้ให้ได้ และมองเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว ๆ ให้เชื่อมกับการวางแผนยามเกษียณ จึงเป็นหนึ่งในคำตอบที่พวกเราจะต้องตื่นตัวกันตอนนี้.

featured_image

 

Raveetawan

Blogger Travel : มีความฝันอยากเห็นคนไทยรุ่นใหม่เริ่มตระหนักการ วางแผนชีวิตตั้งแต่วัยน้อยๆทั้งการเก็บออมเงิน ให้ถูกที่ถูกทาง มีเงินใช้อย่างเพียงพอต่อค่าครองชีพ หลังหยุดทำงานเมื่อเข้าสู่วัย 55 ปีไปแล้วและ ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจให้แข็งแรงให้พร้อมอยู่อย่างมาร์ทหลังเกษียณ