ลอนดอน, สหราชอาณาจักร– รายงานสุขภาพจิตประจำปี 2026 ของ AXA Global Healthcare ในหัวข้อ ‘การเข้าถึงการสนับสนุนที่เหมาะสม’ ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 19,000 คน จาก 18 ประเทศทั่วโลก ระบุว่า ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และอคติทางสังคมยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตเข้าถึงบริการจากผู้เชี่ยวชาญ

 ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มชาวต่างชาติและผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา

ค่าใช้จ่ายและอคติทางสังคม: กำแพงสูงของการรักษา จากการศึกษาวิจัยพบว่า 1 ใน 3 (33%) ของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและยังไม่เคยพบผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่าค่าใช้จ่ายในการปรึกษาและการรักษาเป็นอุปสรรคหลัก

 ขณะที่ 15% ระบุว่ามีความกลัวการถูกตีตราหรือถูกตัดสินในแง่ลบ

 ทั้งนี้ ระดับอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ โดยรุนแรงที่สุดในเม็กซิโก (50%) และฟิลิปปินส์ (49%) เมื่อเทียบกับเยอรมนี (15%) และตุรกี (17%) ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างของระบบสวัสดิการภาครัฐและประกันสุขภาพในแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ อคติทางสังคมยังเป็นอุปสรรคสำคัญในประเทศอย่างสหราชอาณาจักร (25%), เกาหลีใต้ และฮ่องกง ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการจัดการโรค โดยในสหราชอาณาจักรมีผู้ป่วยเพียง 36% ที่ระบุว่าอาการได้รับการดูแลอย่างดี ตรงข้ามกับประเทศไทยซึ่งมีรายงานอคติทางสังคมอยู่ที่ 13% และมีผู้ป่วยเกินครึ่ง (52%) ที่สามารถจัดการอาการได้เป็นอย่างดี

รายงานชี้ให้เห็นว่า ในประเทศที่มีอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายและอคติสูง อัตราการเปิดรับใช้เทคโนโลยี AI จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ในฟิลิปปินส์ มีผู้ใช้เครื่องมือ AI ช่วยดูแลสุขภาพจิตสูงถึง 71%  และผู้ที่เผชิญอคติทางสังคมมีแนวโน้มใช้ AI ในการค้นหาข้อมูลการจัดการสุขภาพจิตถึง 60% (เทียบกับ 52% ในกลุ่มที่ไม่เผชิญอคติ)

“ในฐานะแพทย์ ฉันไม่ได้มองว่า AI จะมาแทนที่นักบำบัด นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ แต่มองว่าเป็น ‘ประตูสู่การดูแลรักษา’ ที่เข้าถึงได้ง่ายในก้าวแรก ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสมและระบุความเสี่ยงได้เร็วขึ้น” — ดร. แอนน์ เลอเปอติท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ AXA Health Business

กลุ่มชาวต่างชาติ (Expats) และบทบาทสำคัญของนายจ้าง สำหรับกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยหรือทำงานนอกประเทศเกิด ซึ่งต้องเผชิญข้อจำกัดด้านภาษา และระบบการแพทย์ที่ไม่คุ้นเคย พบว่า 40% ใช้ AI ในการค้นหาผู้เชี่ยวชาญหรือสถานพยาบาลที่เหมาะสม  และ 52% ใช้ AI ในการค้นหาข้อมูลการดูแลสุขภาพจิตตนเอง  โดยมีอุปสรรคเรื่องค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงการรักษาอยู่ที่ 36%

ในฝั่งภาคธุรกิจ รายงานระบุว่า พนักงานถึง 8 ใน 10 คน (80%) พร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการสนับสนุนสุขภาพจิตในที่ทำงาน แต่ 2 ใน 3 (66%) กลับระบุว่าองค์กรไม่มีโครงการดังกล่าวหรือตนเองไม่ทราบข้อมูล

นายอแลง ซไวบรูคเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AXA Health Business และ AXA Health International เน้นย้ำว่า องค์กรต่างๆ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างวัฒนธรรมสถานที่ทำงานที่เปิดกว้าง พร้อมทั้งจัดหาช่องทางช่วยเหลือที่เป็นความลับและช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพื่อเปลี่ยนการดูแลสุขภาพจิตให้เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....