อ๋อง ชาธร โชคภัทระ  :  กับอาชีพไม่คาดฝัน…!!!

S__5562399

 

จากประสบการณ์ท่องโลกกว้างมากว่า 16 ปี ของผู้ชายอารมณ์ดี อ๋อง ชาทร โชคภัทระ สู่เส้นทางนักเขียน ช่างภาพ และบล็อกเกอร์ด้านท่องเที่ยวแถวหน้าของเมืองไทย ผู้รักการถ่ายภาพดั่งเป็นชีวิตและจิตใจ จับกล้องมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กๆ ล่าสุดเป็น 1 ในทีม TB 08 ที่เพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศภาพภ่ายเมือง ปราสาทสองยุคจังหวัดบุรีรัมย์ จากงานประกวดโครงการ The Amazing Journey Blogging Contest (TB)ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ที่จัดแข่งขันเล่าเรื่อง ถ่ายภาพ และค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลต์น่าสนใจของเส้นทางตามโครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด

วันนี้ อ๋อง ชาทร มาถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ ผ่าน เว็บไซต์ INNWHY.COM ในบางแง่มุมของช่วงชีวิต หลังก้าวสู่สายวิชาชีพบล็อกเกอร์ ด้านการท่องเที่ยวซึ่งกำลังมาแรงแซงหลายๆ อาชีพในปัจจุบัน ให้เราได้ความรู้และสามารถนำบางช่วงบางตอนที่ดีและมีประโยชน์ไปปรับใช้กับการดำเนินในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะเป้าหมายชีวิตที่ต้องไปให้ถึง เขาได้วางแผนชีวิตสำหรับการเตรียมตัวหลังอายุ 55 ปีหรือ 60 ปีอย่างไร

อ๋อง ชาทร เล่าว่า ตัวเขาทำงานอยู่ในสายงานท่องเที่ยวได้ 16 ปีแล้ว ไปเที่ยวต่างประเทศมาแล้ว 28 ประเทศ ส่วนเมืองไทย ยังขาดแค่จังหวัดปัตตานี ก็ครบ 77 จังหวัดแล้ว ทำงานมา16 ปีมีความสุขสุดๆ เพราะได้ท่องโลกกว้าง ได้เพื่อนใหม่ ได้มุมมองใหม่ๆ ได้เห็นโลกต่างไปในมุมที่คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้พานพบ

อ๋อง เล่าว่า เขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาทำงานในสายวิชาชีพนี้เป็นหลัก มาเริ่มจับกล้องอย่างเป็นจริงเป็นจัง ก็ช่วงที่ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ตอนนั้นเรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาโทรัฐศาสตร์ ช่วงนั้นเริ่มเที่ยว เริ่มหัดถ่ายภาพแบบขำๆ (ยังไม่จริงจัง)แต่ยังไม่ได้เที่ยวอะไรมากนักเพราะว่าเป็นห่วงบ้าน คิดถึงบ้าน พอว่างก็กลับบ้าน ผมมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพโดยตรง มองไปก็รู้สึกว่าเขาเท่มาก แต่มาวันนี้เพื่อนๆตอนนั้นหลายคนทำงานประจำ ส่วนตัวผมเอง กลับต้องทั้งถ่ายภาพและออกเดินทางทั่วไทยทั่วโลกแทบไม่หยุด นี่ล่ะนะคือ ความไม่แน่นอนของชีวิตคน

อ๋อง บอกว่า เมื่อยิ่งเดินทางมากขึ้น ผมก็ยิ่งรักงานสายนี้ครับ เพราะเราเดินทางอย่างมีจุดหมาย ….เป็นงานที่สนุก มีคุณค่าในเวลาเดียวกัน …ได้นำเรื่องราวมาแบ่งปันถ่ายทอดให้ผู้คนอีกเป็นล้าน ซึ่งคอยติดตามอ่านเรื่องราวและคอยชมภาพถ่ายสวยๆ ของเราอยู่  ส่วนการจะถ่ายภาพออกมาให้ได้ดีนั้น ผมไม่ได้เคยไปเข้าโรงเรียนสอนถ่ายภาพที่ไหน อาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนเองตั้งแต่ยุคฟิล์ม เวลาเจอปัญหาอะไรก็จะไปค้นคว้าจากตำรามาศึกษามาอ่านเพื่อแก้ปัญหานั้นเอง พยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ ลองผิดลองถูก ศึกษาเองเกือบทุกอย่าง

เดินทางมากมายมีการวางแผนการเตรียมตัวใช้ชีวิตหลังอายุ 55หรือ 60 ปีอย่างไร ?
อ๋อง ชาทร บอกว่า ผมจะทำงานไปจนลมหายใจสุดท้ายจะไม่มีวันเกษียณ หลายคนฟังอาจมองว่าบ้า! แต่จริงๆแล้วผมเป็นคนที่ทำงานแล้วมีความสุข เพราะการทำงานคือการพักผ่อน บางคนพักผ่อนด้วยการดูทีวี ฟังเพลง แต่ผมพักผ่อนด้วยการคิดงาน project ต่อไปที่ผมจะทำ เพราะผมคิดอยู่เสมอว่า ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น ทำอะไรได้ ก็ต้องให้รีบทำเดี๋ยวนี้ ทำตอนนี้ ทำงานให้เหมือนวันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตเลย ตอนนี้ผมอายุ 43 ปี ถึงสิ้นปี 2015 ผมจะมีผลงานเขียน pocketbook รวม 62 เล่ม ฉะนั้นผมจะมีความสุขมากทั้งขณะคิดงาน ทำงาน และเห็นผลของงาน เพราะมันคือสิ่งสร้างสรรค์จรรโลกให้โลกสวยงาม

ผมจะบ้าทำงานหนักอย่างนี้ไปอีก 7 ปี เมื่ออายุ 50 ปี ก็จะเริ่มเกษียณตัวเองครึ่งหนึ่ง คือจะไม่แบกกล้องหนักๆ ออกไปเดินทางตลอดเวลาอย่างวัยหนุ่มอีกแล้ว ณ จุดนั้นผมคงย้ายกลับไปอยู่บ้านที่เชียงใหม่ นั่งแปลหนังสือภาษาอังกฤษให้คนได้อ่าน และก็รับงานเป็นอาจารย์สอนด้านงานเขียนและถ่ายภาพ สบายๆ แต่ก็ยังออกเดินทางแบบง่ายๆ ให้เหมาะกับวัย ดังนั้นในช่วง 7 ปีต่อจากนี้ จึงเป็นโค้งสุดท้ายในการทำงานหนัก และเก็บออมเงินก้อนโตครับ

หลักการออมเงินของผมอาจไม่เหมือนใคร เพราะผมบ้า! ผมคิดเสมอว่า เงินมีไว้ใช้ ในวัยหนุ่มผมจึงใช้เงินอย่างเดียว จนไม่มีเงินเก็บเลยแม้แต่บาทเดียว! กระทั่งเริ่มอายุมากขึ้น เริ่มเห็นการใช้ชีวิตของคนรอบข้าง ก็เลยคิดได้ (ฮาฮาฮา) ว่าเราคงต้องเก็บเงินบ้างแล้วจากนั้นก็เลิกใช้เงินอย่างเมามัน แล้วหันมาเก็บเงิน แบบไม่ถอนเด็ดขาด (ยกเว้นฉุกเฉิน คอขาดบาดตายจริง) ส่วนที่สอง คือเงินเก็บในบัญชีหมุนเวียนจากรายได้ต่างๆ ใช้ได้ตามสบาย เหลือก็ค่อยโยกไปเก็บในบัญชีถาวร
รายได้ทุกก้อนที่ได้มา จะเก็บก่อนเลย ถ้าก้อนใหญ่ผมจะเก็บ 50 เปอร์เซนต์ ถ้าก้อนเล็ก ผมจะเก็บแค่ 10-20 เปอร์เซนต์ ส่วนที่เหลือค่อยเอาไปใช้ การเก็บเงินทีละน้อยผมเชื่อว่าจะทวีมวลเพิ่มขึ้นเป็นก้อนใหญ่ได้

หลักอีกอย่างในชีวิตผมคือ ไม่ซื้อของเงินผ่อนเด็ดขาด จะซื้อของด้วยเงินสดเท่านั้น ไม่มีเงินก็ไม่ซื้อ มีเงินค่อยไปซื้อสิ่งที่อยากได้ ไม่ว่าของนั้นจะแพงแค่ไหน ถ้าเงินพอ ได้ศึกษาหาข้อมูลเปรียบเทียบจนแน่ใจ และจำเป็นกับชีวิตจริงๆ ก็จะไม่ลังเล ซื้อทันทีครับ และผมจะซื้อของแพงที่สุดเสมอ ยกตัวอย่าง กล้องถ่ายภาพแต่ละตัว ราคาสูงมากก็จะซื้อเพราะสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ทั่วโลกกับเราได้ โดยที่มันไม่งอแงเลย.

และนี่คือ StepLife ดีๆของบล็อกเกอร์หนุ่มอารมณ์ดีผู้สถาปนาตัวเองว่า เขาคือ Blogger พันธุ์ทาง(Web กึ่ง Blog) ต่อการสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับตัวเองและครอบครัวอันเป็นที่รัก.

 

…คนเราคิดแล้วต้องลงมือทำ เมื่อลงมือทำแล้วต้องทำให้ได้และทำอย่างจริงจัง ความสำเร็จอยู่เพียงเอื้อมจริงๆค่ะ.

 

 

 

 

    

Raveetawan

Blogger Travel : มีความฝันอยากเห็นคนไทยรุ่นใหม่เริ่มตระหนักการ วางแผนชีวิตตั้งแต่วัยน้อยๆทั้งการเก็บออมเงิน ให้ถูกที่ถูกทาง มีเงินใช้อย่างเพียงพอต่อค่าครองชีพ หลังหยุดทำงานเมื่อเข้าสู่วัย 55 ปีไปแล้วและ ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจให้แข็งแรงให้พร้อมอยู่อย่างมาร์ทหลังเกษียณ