กูรูโลกชู 5 เทรนด์ช่วยปลดล็อกกับดักธุรกิจ ติวผู้ประกอบการ

ดร.ศิริรัตน์ โกศการิกา ผู้อำนวยการหลักสูตร “แบรนด์ผู้นำ” BrandKU EXT คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า การที่จะทำให้ธุรกิจก้าวไปอยู่ในระดับแนวหน้าและปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการต้องรู้ทันกระแสของการเปลี่ยนแปลง หรือ “เทรนด์” ล่วงหน้า เพื่อที่จะสามารถเลือกหยิบฉวยโอกาสต่างๆ มาปรับแผนธุรกิจ

ทั้งนี้หลักสูตร BrandKU มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, SCB SME, ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ได้ให้ความสำคัญเรื่องเทรนด์อย่างมาก จึงร่วมมือกันจัดงานสัมมนา “Growth Strategies: How to DRIVE your business through Global Trend” จับกระแส Global Trends ปลดล็อคกับดักธุรกิจ โดย Mark Esposito, Ph.D. Professor จาก Harvard University ผู้ที่ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 30 อันดับนักคิดทางธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล จากการจัดอันดับของThinkers 50 Radar และ Associate Professor Terence Tse นักวิชาการจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Global Trends

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกันของ Mark Esposito และ Terence Tse ได้ก่อตั้งแนวคิด “Fast Expanding Markets” รวมทั้งเครื่องมือ “DRIVE framework” ที่เปรียบเสมือน GPS นำทาง ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME เดินทางลัดไปถึงยังจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ Global Trends เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่ง DRIVE Framework ประกอบไปด้วย D คือ Demographic การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร, R คือ Resources ทรัพยากรที่มีจำกัด, I คือ Inequalities ความไม่เท่าเทียมทางสังคม, V คือ Volatility of IT ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และ E คือ Enterprising Dynamics ธุรกิจกำลังจะเปลี่ยนแปลง

ดร. มาร์ค เอสโพสิโต กล่าวว่า แนวคิด Fast Expanding Markets เป็นวิธีคิดที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ต้องการให้มองโลกเป็นก้อนเดียวกัน ไม่ให้มองแยกส่วนเพื่อให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตเต็มที่ โดยเป็นการหยิบเอากระบวนการทางสังคม หรือปรากฎการณ์ทางสังคมขณะนี้มาเป็นฐานหลัก ต่างจากก่อนหน้าที่ยึดข้อมูลของหน่วยธุรกิจต่างๆ หรือมุ่งเน้นในเรื่อง ดาต้า ที่มาจากคนไม่กี่กลุ่มเป็นหลัก โดยลืมความเป็นจริงว่าสังคมเผชิญอยู่กับอะไร ความต้องการของผู้บริโภคคืออะไร ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้ละเลยเรื่องดาต้า แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือพื้นฐานของสถานการณ์ในขณะนั้น

จากจุดนั้นก็นำมาสู่ DRIVE framework ซึ่งเป็นการนำเรื่องพื้นฐานหลักที่โลกเผชิญอยู่ 5 เรื่องหลักมาอยู่ใน framework นั่นคือ DRIVE โดยไม่เอาเรื่องศาสนาและการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีความอ่อนไหวและแตกต่างกันมากเกินไป แม้จะมีผลกระทบและเป็นเรื่องที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญ

“เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ต้องมองภาพให้ออก และมองถึงโอกาสที่เปลี่ยนไปให้ได้ อย่ายึดติดกับสูตรทางธุรกิจ เพราะมันจะเปลี่ยนไปตลอด แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ ให้กลับมามองตลาดจากพื้นฐานของความจริงว่าเป็นอย่างไร ต้องนำปัจจัยตาม DRIVE framework มาคิดนำเสนอบริการ หรือผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ปัจจัยภายในที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้คือ เรื่องมนุษย์ เรื่องทรัพยากรที่มีจำกัด ส่วนปัจจัยภายนอกคือ ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม เทคโนโลยีที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ”

ส่วนการทำธุรกิจ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจะขับเคลื่อนทุกอย่างให้เปลี่ยนไปพร้อมๆ กัน มีหลายคนพูดว่าเอสเอ็มอีจะปรับตัวได้ดีกว่าองค์กรใหญ่ แต่ในความเป็นจริงที่เจอมาไม่ใช่เลย ปรากฎว่าองค์กรใหญ่เปลี่ยนเร็วกว่าองค์กรเล็ก เพราะมีความพร้อมมากกว่า มีระบบที่ทำให้ทุกคนพลิกไปอย่างรวดเร็ว อย่างในประเทศจีนเปลี่ยนเร็วมาก ตอนนี้ข้อได้เปรียบของจีนไม่ใช่เรื่องรวยกว่า แต่มีการปรับตัวได้เร็วกว่ายุโรป มีความเข้าใจเทคโนโลยีมากกว่ายุโรป

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....