ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ศึกรัสเซีย-ยูเครนครั้งนี้ ทำให้เห็นถึง การอ่อนแรงของผู้ทรงอิทธิพลของโลกอย่างสหรัฐ-อังกฤษชัดเจน ท่ามกลางการขึ้นมายิ่งใหญ่ของจีน

                หากลองสังเกตจะพบว่าพันธมิตรยุโรป มีการขัดขืนกับแนวทางบิ๊กมหาอำนาจอย่างสหรัฐ-อังกฤษ โดยเฉพาะการที่ไม่คว่ำบาตรด้านพลังงานจากรัสเซีย ซึ่งการประชุมนาโต้ อียู G7 เยอรมันไม่เอาด้วย เพราะนั้นหมายความว่าประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของยุโรป ที่พึ่งพาพลังงานก๊าซจากรัสเซียสูง จะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลน แม้ว่าจะหันไปซื้อพลังงานสหรัฐแต่ต้นทุนมหาศาล

                ไม่เพียงเท่านั้นหากดูการประชุมโอเปกก็เห็นชัดว่า ซาอุดิอาระเบีย ไม่ได้เทใจไปที่สหรัฐเหมือนเคย ไม่มีการเร่งรีบปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันท่ามกลาง ราคาพลังงานที่สูงแต่อย่างใด งานนี้สหรัฐยังคงอ่วมเงินเฟ้อต่อไป

                ส่วนในฝั่ง อินเดีย ซึ่งไม่ได้ร่วมคว่ำบาตรด้วย ก็ไม่ได้แคร์กับเรื่องนี้ มีกระแสใช้เงินรูปี-รูเบิลยังคงทำการค้ากับรัสเซียต่อไป จับตาให้ดีกับการที่รัสเซียพยายามดันเงินรูเบิลขึ้นมาสู้กับดอลลาร์

                ขณะที่อิทธิพลที่ดูยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้นกับเป็น จีน เพราะนอกจากจะมีข้อเรียกร้องให้จีนกดดันรัสเซีย แต่สิ่งที่ “สี จิ้น ผิง” ผู้นำแดนมังกร กระทำนั้นก็คือการโทรไปคุยกับทั้งผู้นำสหรัฐ ผู้นำอังกฤษ ซึ่งก็ตามมาด้วยการอ่อนข้อ อย่างสหรัฐก็ปลดล็อคเรื่องการนำเข้าสินค้าเพิ่มเติม อีกขาฝั่งรัสเซียก็มีการพึ่งพาจีนมากขึ้น เรียกได้ว่าครั้งนี้จีนได้เปรียบเต็มๆ

                เมื่อเป็นแบบนี้ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มองว่า บทสุดท้ายศึกรัสเซีย ยูเครน จะเกิดขึ้น เหมือนที่ศึก รัสเซีย จอร์เจีย นั้นก็คือ รัสเซียได้ดินแดนบางส่วนของยูเครน และ ยูเครนก็ไม่ได้เข้าร่วมนาโต้ เดจาวู เป๊ะ

                ส่วนจีนประกาศล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้เมืองใหญ่จากนโยบายปกป้องโควิด ตามหลังเซินเจิ้นที่เริ่มเปิดเมือง ถามว่ากระทบกับเศรษฐกิจจีนแค่ไหน รศ.ดร.สมภพ ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องจีน อธิบายไม่ต้องห่วงมาก สะดุดแค่ชั่วครู่ เหตุผลก็คือ จีนมองแล้วว่าการล็อกดาวน์คุ้มค่าที่จะทำให้โควิดไม่ลามทั่วประเทศ สายการผลิตต่าง ๆ ยังเดินได้ ดังนั้นเศรษฐกิจโลกยังไปได้

                ส่วนการปล่อยชาวจีนมาท่องเที่ยวข้างนอกปีนี้ไม่ต้องหวัง ดังนั้นท่องเที่ยวเน้นกลุ่มอื่นก่อน

                CPF  ประเดิมปล่อยคอนเทนเนอร์ “เนื้อไก่ตู้ปฐมฤกษ์” ของไทยในรอบ 18 ปี ไปซาอุดิอาระเบียแล้ว เริ่ม 5 ตู้ ปริมาณรวม 100 ตัน พร้อมประกาศส่งออกไปซาอุฯปีนี้ 300 ตู้ ปริมาณรวม 6,000 ตัน รวมมูลค่า 473 ล้านบาท ถือเป็นการเริ่มต้นได้ดี

                อย่างที่บอกไปช่วงนี้ซาอุดิอาระเบียกำลังเอาใจออกห่างสหรัฐ ซึ่งเคยเป็นคู่ค้าน้ำมัน แต่ตอนนี้เป็นคู่แข่งน้ำมัน จึงขยายการค้ามาสู่ไทยด้วย จังหวะนี้รีบโกย

                ตอนนี้เรื่องเงินเฟ้อต้องจับตาให้ดี เพราะกำลังส่งผลต่อความกังวลของการเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันหรือที่เรียกว่า Stagflation รวมไปถึงเศรษฐกิจถดถอย  ซึ่งตลาดแสดงความกังวลผ่านส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ

                ขณะที่ค่ายแบงก์ใหญ่ได้ปรับลดประมาณการจีดีพีกันแล้ว ดังนั้นก็เสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเชื่อว่า ปลายเม.ย.-ต้นพ.ค. หรือ ช่วงประกาศงบไตรมาส 1/65 จนส่งผลให้หุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลดลง

                ดังนั้น การเลือกหุ้นช่วงนี้เน้นที่กลุ่มป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ อย่าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่มักจะเคลื่อนไหวได้ดีในภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้ง valuation ต่ำ และปันผลสูง ทำให้มีโอกาสเห็นการฟื้นตัว อย่าง LH, SPALI, AP, SC, ASW

 

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!.... เพิ่มเพื่อน