นายกส.การค้าไทย-หูเป่ย์ จับมือนักธุรกิจไทยเปิดประตูเมือง “เจิงเหมิน”

สู่การค้า ลงทุน ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 2 ประเทศ    

 การค้า-การลงทุนระหว่างประเทศของประเทศไทยและประเทศจีน เมืองเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกที่กำลังรอการเติบโตอย่างเต็มที่ในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้านี้ เราจะเห็นการพัฒนาการของทั้ง 2 ประเทศในแต่ละภาคส่วนธุรกิจเริ่มต่อยอดทางธุรกิจกันมากมาย และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตงเป่า ( DONGBAO ) ในเขตเมืองจิงเหมิน (JINGMEN) มณฑลหูเป่ย์ (HUBEI) ได้ลุกขึ้นเปิดเมืองทางการค้ากับประเทศไทยเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างกันเป็นครั้งแรก ประเดิมเปิดการค้า การลงทุนสุดยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน “2017 Jingmen TFAC Trade Fair&Business Forum” ณ เมืองจิงเหมิน มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 28  – 31 ตุลาคม 60 ที่ผานมา ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ Dongbao

นางธารทิพย์ อมรประภาวัฒน์ นายกสมาคมการค้าไทย-หูเป่ย์  กล่าวว่า การเลือกจัดงานครั้งนี้ที่เมืองจิงเหมิน  เพราะว่าเมืองนี้กำลังจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าของมณฑลหูเป่ย์ หรือเป็นประตูทางการค้าตามความหมายของชื่อเมือง “จิงเหมิน” ที่แปลว่า “ประตู”  และเมืองจิงเหมินแห่งนี้ก็สามารถเชื่อมต่อไปยังเมืองจิงโจว ซังโก๋ว ได้และยังต่อไปได้อีกหลายเมืองด้วย   ที่นี่มีประวัติศาสตร์มากกว่า 3,000 ปีทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่น่าศึกษาค้นคว้ามากมายและเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่น่าสนใจอย่างลึกซึ้งสำหรับผู้ต้องการทำการค้าเพียงแต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักจะรู้จักแต่เมืองหลวงคือ เมืองอู่ฮั่น

นางธารทิพย์ กล่าวด้วยว่า มณฑลหูเป่ย์ นับเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์  มีการผลิตสินค้าที่หลากหลาย มีภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่  มีภาคเกษตรกรรม และประชากรชอบเรียนหนังสือ มีความขยัน อดทน และมีรายได้ที่ดีมาก  ดังนั้น ทางสมาคมการค้าไทย-หูเป่ย์ จึงได้ร่วมกับสมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร บริษัท พัฒนามาตรฐานร้านอาหาร (ประเทศไทย ) จำกัด สมาคม SMEs Thai Go Inter Association และสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย(ATTM)  จัดงาน มหกรรมแสดงสินค้าสุดยิ่งใหญ่  “2017 Jingmen TFAC Trade Fair&Business Forum” ขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมณฑลหูเป่ย์ เพื่อนำนักธุรกิจ ผู้ประกอบการจากประเทศไทยร่วมออกร้านแสดงสินค้าไทย อาหารไทยและทำการเจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการของประเทศจีน เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันที่เปรียบดั่งบ้านพี่เมืองน้องมาเป็นเวลาช้านานให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  ส่วนสินค้าที่นำไปแสดงประกอบด้วย เสื้อ ผ้า อาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ ยาสมุนไพรไทย สินค้าหัตถกรรมหรือแฮนด์เมดจากชาวบ้าน เป็นต้น

การจัดงานครั้งนี้ทางนางสุทัศษา  เหล่าหงษ์เกียรติ  นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย (ATTM) ได้เสนอให้นำวัฒนธรรมไทยผ่านการแสดงที่สื่อถึงวัฒนธรรมไทย 4 ภาคมาร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งได้คณะการแสดงจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร มาร่วมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยผ่านการแสดงแบบไทย 4 ภาคในงานครั้งนี้ด้วย รวมถึงการนำผ้าไทยแต่ละภาคมาเผยแพร่ให้ชาวจีนได้รู้จัก

นอกจากนี้ยังนำสถาบันการศึกษาของจังหวัดพะเยา โดยโรงเรียนฝายกวางวิทยาคม โรงเรียนต้นแบบตามรอยธรรมะพระราชา เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนระหว่างกันด้วยการใช้การศึกษาเป็นตัวนำ และทางรัฐบาลได้หารือร่วมกันในเบื้องต้นถึงความร่วมมือต่อกันในอนาคตอันใกล้นี้แล้วและในอนาคตมองไว้ว่าสนใจที่อยากจะจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศเกิดการท่องเที่ยวระหว่างกันด้วยเพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนชอบเที่ยวทะเลมากเพราะที่นี่ไม่มีทะเลมีแต่ทะเลสาป มีแม่น้ำ พอได้มาเที่ยวเมืองไทยก็จะรู้จักแค่ทะเลพัทยา  สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆยังถือว่ารู้จักน้อยมากหรือไม่รู้จักเลย  ส่วนอากาศของมณฑลหูเป่ย์ มี 4 ฤดู เวลาร้อนจะร้อนมากและหน้าหนาวจะหนาวมาก  อาหารจะมีรสชาติหลากหลายซึ่งมาจากหลายๆภาคของจังหวัด

อย่างไรก็ตามการจัดงานครั้งนี้มีความคาดหวังอยากให้คนไทยรู้จักพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ของชาวจิงเหมิน มากขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้ราบรื่น มีรายได้เพิ่มขึ้นและพร้อมเปิดรับการค้าในประเทศเพราะถือเป็นการช่วยกันบริหารประเทศร่วมกัน

ด้าน นายวรกร ชำนาญไพศาล   นายกสมาคมการค้าเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์    กล่าวว่า  เคยได้เข้ามา สำรวจเมืองจิงเหมินแล้ว พบว่าเมืองนี้ไม่มีทางออกทะเล ได้มองเห็นโอกาสของการนำสินค้าอาหารทะเลแปรรูปและผลไม้แปรรูปเข้ามาทำการตลาดในเมืองนี้ ซึ่งได้นำผู้ประกอบการของสมาคมมาร่วมจำนวนหนึ่ง และไม่ได้นำสินค้ามากมากมายนักเนื่องจากติดปัญหาค่าขนส่งสินค้าที่ค่อนข้างสูง การมาร่วมงานครั้งนี้จึงมาในลักษณะของ Business Matching มากกว่า

นางลัดดา สำเภาทอง   นายกสมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร บริษัท พัฒนามาตรฐานร้านอาหาร (ประเทศไทย ) จำกัด กล่าวว่า ทางสมาคมได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับรัฐบาลมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งทางรัฐบาลได้เตรียมทำเลสถานที่จำหน่ายสินค้าให้สมาคมสามารถจัดแสดงได้ทั้งที่เมืองอู่ฮั่นและจิงเหมิน และสมาคมฯได้มีเป้าหมายจะเปิดตลาดการค้าที่นี่เพื่อรองรับผู้ประกอบการร้านอาหารจากประเทศไทยเป็นศูนย์รวมร้านอาหารของคนไทย ชื่อ Thai City ในเมืองอู่ฮั่น บนถนนคนเดิน

ส่วนการมาร่วมงานครั้งนี้ของสมาคมฯได้นำการแสดงศิลปะมวยไทยและอาหารไทยมาร่วมกิจกรรมทั้ง 4 ภาคมาเผยแพร่ให้ชาวจีนเมืองจิงเหมินได้รู้จัก    เช่น อาหารใต้ แกงส้มใต้ อาหารอีสาน ลาบ ต้มแซ่บเล้ง ภาคเหนือ เป็นแกงฮังเล  ภาคกลางมีผัดไทย ส่วนต้มยำกุ้งที่เตรียมมาแต่ไม่มีกุ้งสดตัวใหญ่เนื่องจากเมืองไม่ได้อยู่ติดทะเลทำให้หาวัตถุดิบยาก ซึ่งอาหารแต่ละชนิดชาวจีนที่เดินทางมาเที่ยวชมงานต่างให้ความสนใจกันอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะผัดไทยและข้าวผัดที่เข้าแถวซื้อยาวเหยียด

นายบงกฤษณ์ อ่อนสนิท ประธานชมรมโอท็อปท่องเที่ยว กล่าวว่า ทางชมรมได้นำผู้ประกอบการมาร่วมกิจกรรมงานมหกรรมอาหารที่จินเหมินด้วย เพื่อมาดูและศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคของชาวจีนก่อนที่จะเปิดตลาดสินค้าโอท็อปในเมืองจิงเหมินและอู่ฮั่น ซี่งโอท็อปของชมรมได้มาร่วมงาน ได้เน้นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป  สินค้าที่เป็นหมวดของใช้ จำพวกกระเป๋าผ้า และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและยา ออกแนวไทยเฮิร์บ เช่น ไพล จากเมืองเลย ที่แปรรูปแล้วสามารถใช้นวดส่วนแขน ขา ที่ปวดเมื่อย หรือเกิดอาการอักเสบให้ทุเลาลงได้ ซึ่งชาวจีนให้ความสนใจ ต่างซื้อกลับบ้านกันทำให้สินค้าที่เตรียมมาทดลองตลาดไม่พอจำหน่าย  นอกจากนี้มีลำไยอบแห้ง กาแฟกล้วยหอมผสมถั่งเฉ้า เป็นต้น จึงถือว่าการมาร่วมงานครั้งนี้ได้ประโยชน์มากสำหรับตลาดโอท็อปของไทย โอกาสหน้าสิ่งที่ทางชมรมต้องพัฒนาและปรับปรุงตัวเองคือเรื่องของการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารให้ขายสินค้าได้ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของทั้ง 2 ประเทศที่ต้องพัฒนาร่วมกันในอนาคตต่อไป

ด้าน Mr.kong zhi yong  ฝ่ายเลขาธิการฮ่องกง   เขตเศรษฐกิจพิเศษตงเป่า ( Dongbao) เมืองจิงเหมิน มณฑลหูเป่ย์ กล่าวว่า  เขตตงเป่าและจิงเหมินเป็นเมืองเชื่อมโยงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม พร้อมรองรับการลงทุนและการท่องเที่ยว โดยเขตตงเป่ามีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภคและการสื่อสาร รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นเมืองอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม และเขตอิเลคโทรนิคส์ การลงทุนด้านวัสดุก่อสร้าง พลังงาน โดยทุกโรงงานเน้นการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีระบบทางด่วนและรถไฟความเร็วสูงซึ่งกำลังก่อสร้าง

ในแง่ของการท่องเที่ยวมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายเช่น เจดีย์ตงซาน และเมืองโบราณที่มีอารยธรรมพันปี มีใบไม้เปลี่ยนสี ถิ่นกำเนิดลัทธิเต๋า ถ้ำมังกรเซียงหลง  อาจกล่าวได้ว่าตงเป่าและจิงเหมิน เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและเสน่ห์อย่างไร้ขีดจำกัด  พร้อมรองรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวไทย

ทั้งนี้คณะนักลงทุนและการค้าไทยได้ร่วมศึกษาและดูงานมากมายในเขตเศรษฐกิจตงเป่าของจีน ทั้งสวนเกษตร โรงงานวัสดุก่อสร้าง การลงทุนในระบบเมือง สวนดอกไม้

นอกจากนี้ยังได้เที่ยวชม หอคอยตงซาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง สร้างโดยราชวงศ์สุยถัง อายุเก่าแก่กว่า500ปี ในเมืองจิงเหมิน

ทะเลสาบกงหยวนที่ร่มรื่นกลางเมือง วัดเทียนฝัวซึ่งมีพระพุทธรูปกว่าพันองค์ และถนนคนเดินชื่อ จงเทียน ที่มีสินค้าแฟชั่นหลากหลายมากมาย

จากนั้นยังได้ไปเที่ยวชมเมืองโบราณ MOCHOU ที่เมือง Zhongxiang  และทะเลสาบ MOCHOU  รวมถึงสุสานที่จักรพรรดิ จักรพรรดิ jiajing สร้างให้บิดาอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งทั้งหมดได้รับเลือกเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้

 

ก่อนปิดทริปเดินทางไปเครื่องบินตรงแอร์เอเชียกลับไทยที่เมืองอู่ฮั่น เมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “ชิคาโกแห่งเอเชีย” เนื่องจากที่นี่เป็นศูนย์กลางการติดต่อสื่อสารและการขนส่งของประเทศจีน, อู่ฮั่นมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า10ล้านคนที่นี่จึงเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นที่สุดในมณฑลหูเป่ย นอกจากความยิ่งใหญ่ของมหานครแล้วสีสันความงดงามของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมก็น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนกันเลย สะท้อนให้เห็นถึงภาพในอดีตสมัย พ.ศ.223 ครั้งนั้นอู่ฮั่นเกิดจากการรวมตัวของ 3 หัวเมืองใหญ่ไว้ด้วยกัน นั่นคือฮั่นหยาง ฮั่นโข และอู่ชาง

 

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!.... เพิ่มเพื่อน