ส.ประกันวินาศภัยไทย เผย Q1/61 เบี้ยประกันรับรวมโต 4.1%
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ปี 2560 ถือได้ว่าเป็นปีที่ธุรกิจประกันวินาศภัยต้องฝ่าฟันกับภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยจากปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ผลประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัยของปี 2560 ที่ผ่านมา มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 218,434 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการประกันภัยที่ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี คือ การประกันภัยสุขภาพ ขยายตัวร้อยละ 7.75 การประกันภัยการเดินทาง ขยายตัวร้อยละ 3.91 และการประกันภัยรถยนต์ ขยายตัวร้อยละ 3.21 เป็นผลมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนของภาครัฐ และการส่งเสริมการประกันภัยของภาครัฐในการนำระบบประกันภัยใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะโครงการประกันภัยข้าวนาปี เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโต โดยในปีการผลิต 2560 ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 1.76 ล้านราย มีพื้นที่รับประกันภัย จำนวน 26.12 ล้านไร่ มีเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวน 2,350.6 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.1 ของเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงทั้งหมดของปี 2560
ขณะที่ผลประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัย ไตรมาสแรกของปี 2561 นี้ ยังคงมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างตต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงจากการรับประกันภัย จำแนกตามช่องทางการขาย จำนวน 57,656 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.10 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของการประกันภัยรถยนต์ (7.01%) การประกันอัคคีภัย (4.97%) การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง (1.08%) ขณะที่การประกันภัยเบ็ดเตล็ด (-0.63%) มีการขยายตัวติดลบ ซึ่งไตรมาสแรกนี้ มีปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการขยายตัวของเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง ได้แก่ ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้า และสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2561 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 3.5-4.5 เบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 226,079-228,258 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยจากภาครัฐที่มีการส่งเสริมให้มีการลงทุน มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้มีการขยายตัวของการนำเข้าและส่งออก รวมทั้งกำลังซื้อรถยนต์บางส่วนที่จะกลับมาหลังจากหมดภาระรถคันแรก และสอดคล้องกับการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2561 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ที่คาดว่า GDP จะขยายตัวที่ร้อยละ 4.2-4.7 เป็นผลมาจากการขยายตัวของการส่งออก ร้อยละ 8.9 การบริโภคภาคเอกชนร้อยละ 3.7 การลงทุนภาครัฐและเอกชนร้อยละ 8.6 และ 3.9 ตามลำดับ ส่วนด้านการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2561 ประมาณ 39 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 ตลาดรถยนต์โดยรวมในประเทศปี 2561 คาดว่าจะมีจำนวนรถใหม่ ประมาณ 900,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 3.4 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีมากขึ้น ซึ่งโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนทั้งภายในและต่างประเทศในโครงการขนาดใหญ่ จะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จากทุกปัจจัยรวมกันจึงคาดว่าอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยในปี 2561 จะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมดังกล่าวด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ขยายบทบาทของธุรกิจประกันวินาศภัยไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในแถบ CLMV มากขึ้น และส่งเสริมให้ธุรกิจบริษัทประกันวินาศภัยเกิดการควบรวมกิจการเพื่อลดต้นทุน ค่าใช้จ่าย เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพิ่มขนาดของเงินกองทุนของบริษัทประกันภัยให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อความมั่นคงของธุรกิจ ซึ่งการส่งเสริมให้เกิดการควบรวมกิจการจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ภายใต้แรงกดดัน และพร้อมรับมือกับการแข่งขันและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้ เช่น วิกฤติการทางเศรษฐกิจ การเกิดมหันตภัย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรายงานทางการเงิน IFRS 9 และ IFRS 17 หรือแม้แต่ปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ตาม
อีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัย ควรคำนึงถึงในการบริหารธุรกิจและตอบโจทย์สังคมในยุคดิจิทัล คือ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้มากขึ้น มีการปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง ในประเด็นดังกล่าวนี้ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ดำเนินนโยบายในการส่งเสริม พัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทสมาชิก รวมถึงพัฒนาศักยภาพ เพิ่มพูนความรู้ให้กับบุคลากรในธุรกิจประกันภัย เพื่อรองรับกับกฎเกณฑ์ เงื่อนไข และสถานการณ์ของธุรกิจที่เปลี่ยนผ่านเข้าไปสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เช่น
– การจัดประกวดผลงาน Startup InsurTech ในงาน InsurTech Ignite Hackathon โดยเน้นส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ (Start Up) รุ่นใหม่ เข้ามามีส่วนสำคัญในการนำเสนอแนวคิดและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจประกันวินาศภัย
– การจัดทำแผน Digital Insurance Framework ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารและจัดการของบริษัทประกันภัย
– การฝึกอบรมและการแข่งขันการป้องกันทางไซเบอร์ ด้วยระบบจำลองยุทธ์ทางไซเบอร์ให้กับบุคลากรฝ่ายไอทีของบริษัทประกันภัยเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการป้องกันและต่อต้านการโจมตีทางไซเบอร์
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเป็นศูนย์กลางในการจัดทำข้อมูลด้านการประกันวินาศภัยเพื่อให้บริการกับบริษัทสมาชิก ประกอบด้วย การจัดทำราคากลางรถยนต์ (TGIA Book) การจัดทำราคาค่าซ่อมรถยนต์ การรับรองคุณภาพอะไหล่ จัดทำต้นแบบแผนที่และแบบจำลองการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยจากน้ำท่วมเพื่อการพิจารณารับประกันวินาศภัย (Flood Risk Assessment: FRAM) รวมถึงจัดทำรายงานสถิติของธุรกิจประกันวินาศภัย วิเคราะห์และคาดการณ์ทิศทาง แนวโน้มและโอกาสในการเกิดความเสี่ยงทุกรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจประกันวินาศภัยสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีศักยภาพ
นายจีรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 นั้น ได้เริ่มโครงการไปแล้วตามมติ ครม. ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา โดยในปีนี้มีพื้นที่เป้าหมายในการรับประกันภัย จำนวน 30 ล้านไร่ แบ่งเป็นเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน 29 ล้านไร่ และเกษตรกรทั่วไป จำนวน 1 ล้านไร่ ค่าเบี้ยประกันภัย 90 บาทต่อไร่ ให้คุ้มครองความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งหมด 6 ภัย วงเงินความคุ้มครอง 1,260 บาทต่อไร่ และกรณีเกิดความเสียหายจากภัยศัตรูพืชและโรคระบาด วงเงินความคุ้มครอง 630 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรสามารถซื้อประกันภัยข้าวนาปีได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ของทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ภายในวันที่ 15 ธันวาคม โดยในปีนี้มีบริษัทสมาชิกเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 22 บริษัท
ทั้งนี้ สมาคมประกันวินาศภัยไทย พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนร่วมกับภาครัฐในการดูแลความเสี่ยงภัยอย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรด้วยการนำระบบประกันภัยมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง ซึ่งจากผลสำเร็จของโครงการประกันภัยข้าวนาปี สมาคมฯ ยังได้ศึกษาแนวทางในการขยายโครงการประกันภัยพืชผลไปสู่พืชอื่น ๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมนำเสนอโครงการประกันภัยข้าวโพดและมันสำปะหลังต่อสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเพื่อพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะมีความพร้อมในการรองรับการประกันภัยให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชดังกล่าวภายในกลางปีนี้ และเดือนกรกฎาคม สมาคมฯ พร้อมด้วยภาคธุรกิจประกันภัยจะเดินทางไปศึกษาดูงานด้านการประกันภัยพืชผล ณ ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อศึกษาแนวทางการทำประกันภัยพืชผลเพื่อนำกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยพืชผลในประเทศไทยต่อไป
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com
