โลกธุรกิจทั่วไป “ผู้บริโภค” สามารถเดินเข้าไปหยิบจับ ลองใช้ หรือพิจารณาตัวสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อได้ แต่สำหรับ “ธุรกิจประกันภัย” สิ่งที่ส่งมอบให้กับประชาชนกลับเป็นสินค้าที่ไม่สามารถจับต้องได้!!

 เพราะสิ่งที่อุตสาหกรรมนี้ขายอย่างแท้จริง ไม่ใช่กระดาษกรมธรรม์ แต่คือ “คำมั่นสัญญา” และ “ความเชื่อมั่น” ที่จะคุ้มครองดูแลยามเกิดวิกฤต

นี่คือบทปาฐกถาจาก “ดร.สมพร สืบถวิลกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮล ดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะ “นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย”  ในงาน Insurance Communication Forum 2026 ของสมาคมฯ (TGAI) ที่ได้ฉายภาพทิศทางใหม่ของประกันภัยไทย ในยุคที่ความเสี่ยงไร้พรมแดนและการสื่อสารกลายเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการกู้วิกฤตความเชื่อมั่นของสังคม

ยุคสมัยของ “Systemic Risk”

“ดร.สมพร” ชี้ให้เห็นว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงใน 3 มิติหลัก ซึ่งทำให้ความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป (Isolate Risk) แต่เชื่อมโยงถึงกันทั้งระบบเป็นลูกโซ่ (Systemic Risk)

          สภาพภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) ประเทศไทยต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เช่น ลูกเห็บตก เหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือมหาอุทกภัยที่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

          การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (AI & Digital Disruption) พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในอดีตเกิดอุบัติเหตุรอสายประกันเป็นชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ แต่ปัจจุบันหากรอเพียง 15 นาที ผู้บริโภคก็พร้อมจะวิพากษ์วิจารณ์ทันที

          ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สงครามหรือความขัดแย้งในซีกโลกอื่น ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงงานหยุดชะงัก พนักงานขาดรายได้ ร้านค้าซบเซา ความเสี่ยงจุดเดียวจึงลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจทั้งระบบ

ถอดรหัส 3 ช่องว่างใหญ่ (3 Gaps) พอยต์สำคัญที่ต้องเร่งปิด

ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปีของธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย ภาพจำของอดีตยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไข “ดร.สมพร” ได้สรุป 3 ช่องว่างสำคัญ (3 Gaps) ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันทลายลงให้ได้นั่นคือ

  1. Understanding Gap (ช่องว่างแห่งความเข้าใจ) ที่ผ่านมา ประกันภัยมักสื่อสารด้วย “ภาษากฎหมาย” และ “ศัพท์ประกันภัย” ซับซ้อน เพื่อป้องกันความรับผิดชอบ (Liability) ทำให้ประชาชนอ่านกรมธรรม์แล้วไม่เข้าใจหน้าที่สำคัญคือต้องแปลภาษากฎหมายให้เป็น “ภาษาชาวบ้าน” ที่ฟังง่าย เข้าถึงใจ
  2. Trust Gap (ช่องว่างแห่งความเชื่อมั่น) ภาพจำในอดีตเวลามีข้อพิพาท สังคมมักมองว่า “ประกันภัยเบี้ยวอีกแล้ว” ประกอบกับบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ที่มีบางบริษัทต้องปิดตัวลง ทำให้ความน่าเชื่อถือสูญหายไปอุตสาหกรรมจึงต้องเร่งสร้างความโปร่งใส ปรับการเคลมสินค้าให้เป็นเหมือน “โชว์รูม” ที่สร้างความประทับใจและความไว้วางใจ
  3. Protection Gap (ช่องว่างการคุ้มครอง) ในอดีต ตัวแทนและนายหน้ามักเข้าหาเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ทำให้ประชาชนกลุ่มฐานรากถูกมองข้าม วันนี้ต้องเปลี่ยนแนวคิดไปสู่ “Insurance for All” ออกแบบกรมธรรม์ที่ประชาชนทุกกลุ่มซื้อหาได้จริง (Affordable)

ปรับบทบาทใหม่ จากผู้จ่ายค่าสินไหม สู่ “พันธมิตรบริหารความเสี่ยง”

เพื่อก้าวข้ามความท้าทายนี้ อุตสาหกรรมประกันภัยต้องทำ Trust Transformation ควบคู่ไปกับ Digital Transformation และ Communication Transformation โดยยกระดับบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียง Player (ผู้รอจ่ายค่าสินไหมเมื่อเกิดเหตุ) ขึ้นมาเป็น Partner (พันธมิตรบริหารความเสี่ยง) ร่วมมือกับลูกค้า ทั้งประชาชน SME และภาคธุรกิจ ในการเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ

เช่น การจัดฝึกอบรมความปลอดภัย หรือการประเมินความเสี่ยงเชิงลึก Resilience Builder (ผู้ร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน) เป็นเครื่องมือหลักในการช่วยให้ชีวิตและเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว (Rapid Recovery) ยามเผชิญวิกฤต

“ดร.สมพร” ทิ้งท้ายว่า การสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยไม่ใช่เพียงหน้าที่ของบริษัทประกันภัยเท่านั้น แต่ต้องอาศัย Ecosystem ทั้งระบบ ทั้งภาครัฐ สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา และองค์กรวิชาชีพ ร่วมกันขับเคลื่อน การเปลี่ยนข้อความสื่อสารจาก One Message Fit All มาเป็นข้อมูลที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม และการเลิกใช้ศัพท์แสงที่เข้าถึงยาก จะทำให้ประกันภัยกลายเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและงบประมาณที่เข้าถึงหัวใจของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง.-

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....