อลิอันซ์ จับมือ MIT เผยผลวิจัย ยานพาหนะไร้คนขับ

กลุ่มอลิอันซ์ หนึ่งในบริษัทด้านการเงินระดับโลกและผู้ถือหุ้นหลัก บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ร่วมกับคณะนักวิจัยจาก Singapore – MIT Alliance for Research and Technology (SMART) และ MIT Senseable City Lab (SCL) ร่วมกันศึกษาถึงผลกระทบของการใช้ยานพาหนะไร้คนขับ (Autonomous Vehicles – Avs) ที่มีต่อการสัญจรในเมือง ซึ่งใช้ชื่อโครงการว่า Unparking มุ่งการหารูปแบบการสัญจรในอนาคต ที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ ลดเวลาการเดินทาง และในฐานะผู้ร่วมโครงการ อลิอันซ์ และทีม MIT Senseable City Lab จึงได้ร่วมกันระบุถึงแนวความคิดที่เป็นไปได้ เช่น การแชร์การสัญจร การลดพื้นที่จอดรถ การปรับปรุงระบบจราจร ซึ่งจะส่งผลทำให้ชีวิตคนเมืองมีคุณภาพ ความสุข และประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยพบว่าอาจสามารถลดจำนวนความต้องการที่จอดรถได้มากกว่า 70% และสามารถนำมาปรับใช้กับเมืองต่างๆได้ทั่วโลก

ด้านเรย์มอนด์ อู หัวหน้าเอเชีย แล็บ อลิอันซ์ เอเชีย กล่าวว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล อลิอันซ์ ซึ่งประจำอยู่ที่สิงคโปร์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเอาความรู้ความเชี่ยวชาญที่มีจากธุรกิจประกัน มาใช้สนับสนุนงานวิจัยของ MIT การจราจรในเมือง และความร่วมมือนี้ เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญเพื่อคลี่คลายปัญหารถติดในเมืองใหญ่ทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กลุ่มอลิอันซ์ ในการสนับสนุนและสร้างนวัตกรรม รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ Unparking นำเสนอตัวเลขประมาณการความต้องการที่จอดรถเมื่อเรามีการใช้ยานพาหนะไร้คนขับ รถยนต์ส่วนบุคคลจะถูกทิ้งไว้เฉยๆถึง 95% ของเวลาการใช้งานทั้งหมด และจะกินพื้นที่จอดรถโดยประมาณ คันละสองแห่ง คือ ที่บ้านและที่ทำงาน ซึ่งจากผลการวิจัยเบื้องต้น พบว่าสามารถแบ่งความต้องการที่จอดรถได้เป็น 4 สถานการณ์ ได้แก่ 1) รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้พื้นที่จอดรถ 2 แห่ง 2) รถยนต์ส่วนบุคคลมีการแชร์พื้นที่จอดรถกัน 3) มีการใช้ทั้งรถยนต์และที่จอดร่วมกัน 4) การใช้ยานพาหนะแบบไร้คนขับและมีการแชร์ที่จอดรถ กล่าวโดยสรุป การเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ยุคยานพานะแบบไร้คนขับ จะช่วยลดจำนวนรถยนต์และความต้องการที่จอดรถลงได้

“ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนตนเอง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการจรจรในเมือง” ดร.แดเนียล คอนดอร์ หัวหน้าโครงการและนักวิจัยของ SMART กล่าว

ขณะที่คาร์โล ราตติ ศาสตราจารย์และผู้อำนวยการของ Senseable City Lab ณ MIT และผู้ควบคุมโครงการ SMART กล่าวเสริมว่า “หากเรามีการนำรถแบบขับเคลื่อนเองมาใช้ รถก็จะสามารถพาคุณมาทำงานในตอนเช้า จากนั้นในช่วงระหว่างวัน อาจจะไปรับส่งสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ หรือ แม้แต่เพื่อนบ้าน คนในชุมชนหรือคนในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

การวิจัยใช้การจำลองสถานกาณณ์ผ่านผู้ที่สัญจรไปมาในสิงคโปร์ ซึ่งมีรถกว่า 600,000 คันและจุดจอดรถทั้งหมดประมาณ 1.37 ล้านจุดทั่วประเทศ ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า การเดินทางทั้งหมดที่เกิดจากรถยนต์ส่วนบุคคล สามารถแทนที่ได้ด้วยยานพาหนะแบบไร้คนขับเพียง 200,000 คัน โดยที่ไม่เกิดความล่าช้าต่อการเดินทางของผู้โดยสาร และยานพาหนะแบบไร้คนขับนี้ ต้องการที่จอดรถรองรับเพียง 410,000 แห่งเท่านั้น และหากรถที่ใช้มีขนาดเล็กลง นั่นหมายถึงการลดจำนวนความต้องการที่จอดรถที่มากขึ้นไปอีก แต่ก็ทำให้รถต้องออกสู่ท้องถนนเพื่อรับส่งคนมากขึ้น เช่น หากปรับจำนวนรถแบบขับเคลื่อนเองให้อยู่ที่ 90,000 คัน จะทำให้จำนวนพื้นที่จอดรถลดลงมาอยู่ที่ 210,000 แห่ง แต่ก็หมายความว่า ระยะการเดินทางจะเพิ่มขึ้น 20% หมายถึงการมีรถบนท้องถนนมากขึ้น ในกรณีนี้ จะทำให้ตัวเลขยานพานะและจำนวนที่จอดรถ ลดลงถึง 85% เลยทีเดียว

ผลการวิจัย มีพื้นฐานจากตัวแปรดังนี้:
1 มีการแชร์ยานพาหนะแบบไร้คนขับ และไม่มีการแชร์การเดินทางร่วมกัน
2ยังไม่มีการเอาระยะเวลาการรอคอยของผู้โดยสารมาใช้ในการวิจัย

เปาโล ซานติ นักวิจัยจาก MIT Senseable City Lab ให้ความเห็นว่า “แนวทางที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ สามารถชี้ให้เห็นถึงประโยชน์จากการลดที่จอดรถและลดปัญหาจราจรในเมืองได้”

อย่างไรก็ตาม โครงการ Unparking กำลังจะขยายสู่เมืองอื่นๆ โดยการวิจัย ดำเนินการโดย MIT Senseable City Lab ในเมืองเคมบริดจ์ แมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา และ SMART ในประเทศสิงคโปร์ โดย อลิอันซ์ เป็นสมาชิกใน Senseable City Consortium งานวิจัยได้รับเงินสนับสนุนจาก National Research Foundation Singapore ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ Campus for Research Excellence and Technological Enterprise (CREATE)