บทความต่อไปนี้เป็นการสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญของ “กองทุนประกันวินาศภัย” หรือ กปว. ณ เดือนมีนาคม 2569 โดย คุณชนะพล มหาวงษ์ ผู้จัดการกองทุน แบ่งเป็น 3 เรื่องราวหลัก พร้อมรายละเอียดตัวเลขการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์หนี้สินและการกู้คืนความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยของ กปว.

เรื่องที่ 1: เปิดตัวเลขสถานะหนี้และการจัดการเงินกองทุน “ข่าวดีท่ามกลางวิกฤต”

คุณชนะพล มหาวงษ์ ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) เปิดเผยถึงภารกิจหลักของกองทุนประกันวินาศภัย ในปัจจุบันคือการดูแลสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่เป็นเจ้าหนี้จากการที่บริษัทประกันวินาศภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาต จากเดิมที่มีเจ้าหนี้รอรับชำระหนี้ทั้งหมดประมาณ 900,000 กว่าราย คิดเป็นมูลค่าหนี้รวมสูงถึง 80,000 กว่าล้านบาท

ความคืบหน้าที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ได้อนุมัติการจ่ายเงินครั้งล่าสุดจำนวน 670 กว่าล้านบาท ให้แก่เจ้าหนี้ประมาณ 23,000 ราย โดยเงินจำนวนนี้มาจากเงินสมทบที่บริษัทประกันวินาศภัยนำส่งเข้ากองทุนในอัตรา ร้อยละ 0.50 ซึ่งแต่ละงวด (มกราคมและกรกฎาคม) จะเก็บได้ประมาณ 700 ล้านบาท

สรุปภาพรวมการชำระหนี้จนถึงปัจจุบัน

จ่ายไปแล้ว: เจ้าหนี้เกือบ 200,000 ราย เป็นเงินกว่า 11,000 ล้านบาท

หนี้คงเหลือปัจจุบัน: เจ้าหนี้ประมาณ 760,000 กว่าราย มูลค่าหนี้ 66,000 กว่าล้านบาท

สถานะการตรวจสอบ: ตรวจสอบแล้วรอจ่ายเกือบ 250,000 ราย (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) และยังไม่ได้ตรวจสอบอีกกว่า 500,000 ราย (ประมาณ 50,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม มี “ข่าวดี” จากการตรวจสอบพบว่า หนี้จริงน่าจะต่ำกว่าตัวเลขที่ปรากฏ โดยคาดว่าจะ ลดลงได้อีกเกือบ 20,000 ล้านบาท เนื่องจากพบเจ้าหนี้ยื่นคำขอซ้ำซ้อนกว่า 100,000 ราย และอีกเกือบ 100,000 ราย ยื่นโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน ซึ่งหากตัดส่วนนี้ออก หนี้รวมอาจเหลือเพียงประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนชำระหนี้ในอนาคตทำได้ง่ายขึ้น

เรื่องที่ 2: วิกฤตศรัทธาและทางตันของกฎหมาย “ความหวังที่รอการเยียวยาจากรัฐ”

“คุณชนะพล” กล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “วิกฤตศรัทธา” ต่อระบบประกันภัยไทยอย่างรุนแรง ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงความล่าช้าในการชำระหนี้ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4-5 ปี แม้กฎหมายจะระบุความคุ้มครองชัดเจนว่าเจ้าหนี้จะได้รับเงินคืนตามจริงแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อราย แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัดจากเพียงเงินสมทบปีละ 2 ครั้ง ทำให้การชำระหนี้ทั้งหมดอาจต้องใช้เวลานานถึง 40-50 ปี หากไม่มีแหล่งเงินอื่นเข้ามาเสริม

มุมมองความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ภาคเอกชนและ Regulator: แม้อยากช่วยเหลือหรือกู้เงิน แต่ติดข้อจำกัดทางกฎหมายและการค้ำประกันจากกระทรวงการคลังที่ยังหาช่องทางไม่ได้

ภาคประชาชน: เจ้าหนี้ใน 70 จังหวัดทั่วประเทศ เริ่มรวมตัวเรียกร้องผ่านผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อให้รัฐบาลยกระดับการแก้ปัญหา

ผลกระทบทางธุรกิจ: วิกฤตศรัทธาทำให้คนไม่กล้าทำประกันใหม่ แม้จะเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดก็ตาม โดยประชาชนมักตั้งคำถามว่า “ของเก่าไม่จ่าย แล้วจะให้ทำของใหม่ไปเพื่ออะไร

ทางออกเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็วและกู้ศรัทธากลับคืนมา คือการกำหนดให้เรื่องนี้เป็น “นโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจน” หรือเป็น “เรือธงของฝ่ายการเมือง” ในการอัดฉีดเม็ดเงินหรือแก้กฎหมายเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมประกันภัยกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

 

เรื่องที่ 3: อนาคตและทิศทางใหม่ กปว. “จากการชำระบัญชีสู่การสร้างเสถียรภาพ”

“คุณชนะพล” กล่าวอีกว่า แม้ในปัจจุบันภารกิจการชำระหนี้และชำระบัญชีจะหนักหน่วง โดยมีคดีความค้างอยู่กว่า 20,000-30,000 คดี ทั่วประเทศ แต่ในอนาคต กปว. มีเป้าหมายที่จะปรับบทบาทองค์กรตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน 3 มิติหลัก

การคุ้มครองเจ้าหนี้: ดำเนินการชำระหนี้ให้ครบถ้วนและเป็นธรรมตามลำดับก่อนหลัง

การชำระบัญชี: สะสางทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทที่ถูกปิดกิจการอย่างเป็นระบบ

การส่งเสริมและพัฒนาเสถียรภาพ: นี่คือภารกิจสำคัญในอนาคตที่ กปว. จะต้องเป็นองค์กรนำ (Flagship) ในการสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ความรู้ด้านประกันภัยให้ประชาชน

กปว. มุ่งหวังที่จะบูรณาการร่วมกับสมาคมประกันภัย ตัวแทน นายหน้า และ คปภ. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนสู่ระบบ หากสามารถก้าวข้ามวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ไปได้ เชื่อว่าธุรกิจประกันวินาศภัยไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ถึง ร้อยละ 8-9 เนื่องจากตลาดยังมีช่องว่างอีกมหาศาล

ท้ายที่สุด กปว. ยืนยันว่าแม้จะยังไม่สามารถจ่ายหนี้ให้จบได้ตามเป้าหมาย 4 ปีที่เคยตั้งไว้เนื่องจากขาดเม็ดเงินสนับสนุน แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานเกินร้อยในทุกมิติ และพร้อมจะเป็นกลไกหลักในการบริหารความเสี่ยงเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของชีวิตประชาชนต่อไป.-

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....