ในประเทศไทยหากพูดถึงโรคสโตรก (Stroke) หรือโรคหลอดเลือดสมอง ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขไทยเคยประกาศว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 2 รองจาก ‘โรคมะเร็ง’ ซึ่งข้อมูลเดิมพูดไว้ว่าโรคนี้กลุ่มที่เสี่ยงคือ ‘คนสูงอายุ’ มากถึง 80% แต่ในปัจจุบันกลายเป็นโรคร้ายแรงที่สามารถพบได้ในทุกวัยแล้ว

โรคสโตรกคือ ภาวะที่ทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบมากในกรณีในต่างประเทศมาจาก ‘การที่สมองมีเลือดออกเพราะเส้นเลือดในสมองแตก’ ทำให้เนื้อเยื่อในสมองเต็มไปด้วยเลือด

โดยอาการเบื้องต้นที่พบบ่อยคือ รู้สึกอ่อนแรง, ร่างกายเริ่มเป็นอัมพาตบางส่วน, ปวดหัวจนถึงระดับรุนแรง, รู้สึกมึนๆ สับสน ซึ่งข้อมูลจากสมาคมประกันชีวิตและสุขภาพของแคนาดา (CLHIA) เปิดเผยว่า ทุกๆ ปีจะมีชาวแคนาดากว่า 50,000 คนมีอาการเป็นโรคสโตรก หรือภาวะเลือดออกในสมอง

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อนโรคดังกล่าวพบมาในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันที่น่ากังวลคือ ช่วงอายุของผู้ที่มีอาการลดลงเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ 15 ปีเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะพบมากในกลุ่มคนที่มี ‘ภาวะความดันโลหิตสูง’ ขณะที่กลุ่มคนอายุน้อยประมาณ 40% จะไม่รู้ตัวว่าเป็นภาวะนี้ เพราะยังไม่แสดงอาการ ต่างจากกลุ่มคนที่อายุมาก

ด้วยพฤติกรรมของคนหนุ่มสาวในปัจจุบันที่เพิ่มความเสี่ยงให้เป็นภาวะความดันโลหิตสูงมากขึ้น ตั้งแต่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป, ระดับความเครียดสูงและเกิดขึ้นต่อเนื่อง, พักผ่อนน้อยกว่าที่ควร, น้ำหนักตัวมาก, การสูบบุหรี่ เป็นต้น

มีข้อมูลน่าสนใจจาก CLHIA ที่ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2020 ชาวแคนาดาโดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวเลือกที่จะซื้อประกันที่ครอบคลุมโรคร้ายแรงที่มีโรคสโตรก และโรคเลือดออกในสมองรวมอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าแคนาดาจะมีระบบสวัสดิการสาธารณสุขที่รับประกันการรักษาพยาบาลเกือบ 100% (ตามความจำเป็น) แต่สำหรับโรคสโตรกและโรคเลือดออกในสมองมีการรักษาที่ใช้เวลานานต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ บริษัทประกันในแคนาดาส่วนใหญ่จะปฏิบัติตามกฎของ CLHIA ที่สร้างเงื่อนไขครอบคลุมโรคสโตรกและโรคเลือดออกในสมองแบบเฉียบพลันจนส่งผลต่อระบบประสาท และประกันนั้นๆ ต้องครอบคลุมผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นอีก 30 วัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองไม่ให้เกิดภาวะโรคสโตรก หรือโรคเลือดออกในสมอง ซึ่ง CLHIA ให้คำแนะนำไว้ว่า เราสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคดังกล่าวได้ด้วยการควบคุมโรคเบาหวาน, เลิกสูบบุหรี่, เลิกดื่มแอลกอฮอล์เกินปริมาณที่ควร, ออกกำลังกาย, ทานอาหารที่มีประโยชน์, เลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ และพักผ่อนอย่างน้อยที่สุด 7 ชั่วโมงต่อคืน

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!.... เพิ่มเพื่อน