บริษัทประกันในสหรัฐขายสินทรัพย์ประกันบำนาญ(annuities) และสินทรัพย์ที่เน้นเงินทุนอื่นๆ ได้มากขึ้น โดยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกองทุนหุ้นเอกชนหน้าใหม่ที่ต้องการเพิ่มจำนวนเงินที่จะนำไปบริหาร

บริษัทกองทุนหุ้นเอกชน อย่างเช่น Sixth Street Partners และ KKR & Co ได้ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมาซื้อสินทรัพย์ประกันที่พวกเขาสามารถใช้เป็นฐานในการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมได้ ในขณะที่กลุ่มแบล็กสโตน กรุ๊ป ได้ซื้อธุรกิจประกันหนึ่งในเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจประกันภายใต้ผู้บริหารคนใหม่ในปีที่ผ่านมา

                จากข้อมูลของรีฟินิทีฟ บริษัทประกันทำข้อตกลง 441 ข้อตกลง เป็นเงิน 25,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2563  เพิ่มขึ้นจาก 356 ข้อตกลงซึ่งมีมูลค่าประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า

                จากข้อมูลของไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอร์ส์ แรงส่งดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงเดือนมกราคม โดยมีการทำข้อตกลงของบริษัทประกันมากสุดในรอบ 20 ปี

                ในบรรดาข้อตกลงที่ได้ทำในเดือนมกราคม บริษัทแบล็กสโตน ซื้อธุรกิจประกันชีวิตและประกันบำนาญของออลสเตท เป็นเงิน 2,800 ล้านดอลลาร์ และสเตท สตรีท เทกโอเวอร์ Talcott Resolution เป็นเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์

                ความต้องการดังกล่าวทำให้ บริษัท ประกันสามารถปล่อยเงินทุนเพื่อซื้อหุ้นคืนและการลงทุนในธุรกิจหลักได้ ในขณะเดียวกัน ผู้ซื้อสินทรัพย์ที่เป็นกองทุนหุ้นเอกชน สามารถเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหารและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะต้องรับความเสี่ยงบ้างก็ตาม

                อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ได้บั่นทอนผลตอบแทนที่เกิดจากระเบียบในการสำรองเงินทุนเพื่อสนับสนุนกรมธรรม์บำนาญและประกันชีวิต ทำให้บริษัทประกันต้องพิจารณาขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักและธุรกิจที่ซบเซา ธนาคารกลางสหรัฐได้คาดการณ์ว่า จะรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ศูนย์ไปจนถึงปี 2567

                เครดิตสวิส ประเมินว่า บริษัทประกันมีสินทรัพย์ประกันบำนาญที่สามารถขายให้กับบริษัทกองทุนหุ้นเอกชนที่อยากซื้อ ประมาณ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์

ผู้บริหารอุตสาหกรรมกองทุนหุ้น กล่าวว่า บริษัทกองทุนหุ้นเอกชนสามารถนำเงินสดที่ได้จากเบี้ยประกันเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเช่นอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะเดียวกันก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ 

                แม้ว่าสินทรัพย์ประกันภัยจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ซื้อ ตัวอย่างเช่นผู้ซื้อต้องประมาณการการจ่ายเงินในอนาคตของกรมธรรม์ต่างๆ และต้องประเมินภาษีและเกณฑ์เงินกองทุนตามข้อบังคับเพื่อตีมูลค่าของกรรมธรรม์ ซึ่งหมายความว่า ไม่น่าจะมีการแข่งขันมากขึ้นที่จะทำให้ราคาขายสำหรับบริษัทประกัน เพิ่มขึ้น

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!.... เพิ่มเพื่อน