“มูดี้ส์”ชี้ออสเตรเลีย–ญี่ปุ่นเผชิญความเสียหายจากสภาพอากาศสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก ขณะเงินทุนแข็งแกร่ง การปรับกลยุทธ์รับประกันภัย และประกันภัยต่อ ช่วยรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น พร้อมจับตาบทบาทภาครัฐและตลาดทุนในการขยายความคุ้มครองภัยพิบัติ

เว็บไซต์  AsiaInsuranceReview  รายงานข่าวบริษัทประกันภัยในออสเตรเลียและญี่ปุ่นมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากสภาพอากาศสูงสุดในบรรดาตลาดหลักของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก( APAC ) อย่างไรก็ตาม ระดับเงินทุนสำรองรองรับความเสี่ยงที่แข็งแกร่งและการปรับแนวทางรับประกันภัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นได้

ตามข้อมูลของ”มูดี้ส์ เรทติ้งส์” (Moody’s Ratings) ในรายงาน หัวข้อ “ความแข็งแกร่งด้านเงินทุนและการปรับตัวในการรับประกันภัย ช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้น “ Capital strength and adaptive underwriting mitigate rising weather-related risk’” ระบุว่า ตลาดหลักส่วนใหญ่ในเอเชียแปซิฟิกยังมีระดับการเข้าถึงการประกันภัยวินาศภัย (P&C) ค่อนข้างต่ำ ยกเว้นออสเตรเลียและญี่ปุ่น ทำให้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากสภาพอากาศในวงจำกัด

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ภัยพิบัติทางธรรมชาติ( Nat CAT )ที่เกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ประกอบกับมูลค่าทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการทำประกันภัยที่แพร่หลายมากขึ้น จะทำให้บริษัทประกันภัยต้องรับความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทประกันภัยในตลาดหลักของเอเชียแปซิฟิกยังคงมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำอย่างมาก คาดว่า บริษัทเหล่านี้จะเก็บรักษากำไรไว้เสริมฐานเงินทุนและบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย ควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยงจากภัยพิบัติในส่วนที่บริษัทรับไว้เอง เมื่อระดับการเข้าถึงประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น

รายงานระบุว่า “การประกันภัยต่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความผันผวนของกำไรและเงินทุน โดยเฉพาะสำหรับบริษัทประกันภัยในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน”

นอกจากนี้ ความสามารถของบริษัทประกันภัยในภูมิภาคในการปรับอัตราเบี้ยประกันภัยให้สะท้อนความเสี่ยง จะช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ แม้ความเสียหายจากสภาพอากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ตาม

มูดี้ส์กล่าวว่า การใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ แผนที่ความเสี่ยงภัย และแบบจำลองการคาดการณ์มากขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดเลือกความเสี่ยงภัย ขณะที่การลงทุนในเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยปรับปรุงการป้องกันความเสียหาย ส่งผลให้สามารถลดความรุนแรงของสินไหมทดแทนและความผันผวนของกำไรได้

ในส่วนของภาครัฐ รายงานชี้ว่า การสนับสนุนเชิงนโยบายและพัฒนาการด้านกฎระเบียบเป็นปัจจัยที่อาจช่วยให้ความเสี่ยงจากภัยพิบัติสามารถได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัยมากขึ้น

 

“รัฐบาลในภูมิภาคกำลังสนับสนุนขีดความสามารถในการรับประกันภัยต่อ( Reinsurance Capacity ) การอุดหนุนเบี้ยประกันภัย และกลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐกับเอกชน เพื่อช่วยให้บริษัทประกันภัยขยายความคุ้มครองได้กว้างขึ้น”

รายงานระบุอีกว่า การสนับสนุนด้านกฎระเบียบสำหรับการออกตราสารที่เชื่อมโยงกับการประกันภัย (Insurance-Linked Securities: ILS) จะช่วยดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ตลาดความเสี่ยงจากภัยพิบัติได้ อีกทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถในการถ่ายโอนความเสี่ยงของบริษัทประกันภัย และกระจายแหล่งเงินทุนที่รองรับการประกันภัยต่อให้หลากหลายยิ่งขึ้น

 

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....