“โรคคาโรชิ” มุมมืดของญี่ปุ่น…ดินแดนสวรรค์ใครหลายคน

REUTERS/Toru Hanai/File Photo GLOBAL BUSINESS WEEK AHEAD

 

“ประเทศญี่ปุ่น” สำหรับคนไทย และอีกหลายๆ ชาติมักชวนฝันให้นึกถึง “ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคนในประเทศ” หรือบ้างก็อาจจะนึกถึง “ความเป็นสังคมสูงอายุคุณภาพสูงของโลก” เพราะนอกจากการเป็นสังคมสูงวัยของโลกมานานหลายปีติดต่อกัน ญี่ปุ่นยังได้ชื่อว่าเป็นชาวบลูโซน ซึ่งก็คือ กลุ่มประเทศที่มีผู้สูงอายุที่มีความสุขที่สุดในโลกอยู่ที่เมือง “โอกินาวา”

แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้วัฒนธรรมที่เป็นระเบียบเรียบร้อยมากๆ ของชาวญี่ปุ่นนั้น กลับฝังรากลึกของความกดดันมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะ “ธรรมเนียมการทำงาน” ที่เคร่งเครียดมากหลายเท่า เมื่อเทียบกับประเทศไทย หรือประเทศอื่นในโซนยุโรปและโซนอเมริกา ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีวัฒนธรรมในการทำงานที่ชิลสุดๆ โดยเฉพาะใน 3 ประเทศ บราซิล สเปน และฝรั่งเศส

อ้างอิงได้จากผลสำรวจของ “เอ็กซ์พีเดีย เจแปน” ประจำปี 2018 ที่ระบุว่า 3 ประเทศข้างต้นเป็น 3 ใน 19 ประเทศที่ทำการสำรวจ และใช้วันหยุดประจำปีครบตามสิทธิ์ 100% กล่าวคือ ทั้งฝรั่งเศส สเปน และบราซิล พนักงานจะใช้วันลาพักผ่อนประจำปีอย่างเต็มที่ ทั้งหมด 30 วันในทุกๆ ปี

ทั้งนี้ มีแนวนโยบายของบางประเทศ เช่น “ฝรั่งเศส” ที่น่าสนใจมาก รัฐบาลได้ประกาศปรับลดชั่วโมงการทำงานจากสัปดาห์ละ 39 ชั่งโมง ให้เหลือ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และให้เพิ่มชั่วโมงพักในตอนกลางวันเป็น 2 ชั่วโมง เพื่อให้พนักงานมีเวลาว่างในการพักผ่อนที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังออกกฎให้ทุกบริษัทในฝรั่งเศสปฏิบัติตาม นั่นก็คือ พนักงานที่ลาพักร้อนจะต้องหยุดการสื่อสารชั่วคราวกับบริษัทในทุกกรณี เพื่อไม่ให้นายจ้างแอบสั่งงานในเวลาที่พนักงานพักผ่อน

แต่สำหรับ “ญี่ปุ่น” ยังคงเป็นแชมป์ของประเทศที่ใช้วันหยุดประจำปีน้อยที่สุดในโลก ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยชาวออฟฟิศวัยหนุ่มสาวใช้ไปเพียง 50% ของสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากที่ทำงาน หรือเฉลี่ยแล้วใช้ไปเพียง 10 วัน จากทั้งหมด 20 วันต่อปี ด้วยเหตุผลส่วนใหญ่ที่ระบุว่า “มีความรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมงาน นายจ้าง และไม่ต้องการให้ผู้อื่นมองว่าไม่มีความรับผิดชอบ”

ที่น่าสนใจคือ มีหนึ่งประโยคที่ใช้นิยามชาวออฟฟิศในญี่ปุ่นได้ดี ซึ่งระบุในรายงานการสำรวจดังกล่าวว่าเป็น “กลุ่มวัยทำงานชาวญี่ปุ่นสามารถ balance ระหว่างเวลาทำงาน และชีวิตประจำวันได้แย่ที่สุดในเอเชีย” ซึ่งที่ผ่านๆ มาหากใครเคยเดินทางไปญี่ปุ่น หรือติดตามข่าวสารจะเห็นรายงานข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าหนุ่มสาวชาวออฟฟิศมักจะสังสรรค์ในทุกๆ วันศุกร์อย่างหนักหน่วง หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาทั้งสัปดาห์ จนแทบจะกลายเป็นประเพณีการดื่มเพื่อทิ้งทวนสัปดาห์แห่งการทำงานไปแล้วในปัจจุบัน

และด้วยวัฒนธรรมที่บ้าคลั่งกับการทำงานของชาวญี่ปุ่น จึงเป็นที่มาของ “โรคคาโรชิ” แปลตรงตัวในความหมายภาษาญี่ปุ่นก็คือ “ทำงานหนักจนตาย” หรือ ภาวะที่ทำงานหนักเกินกว่าที่ร่างกายจะทนไหว จนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองตีบตัน โดยนิตยสารการแพทย์มากมายทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศ ระบุตรงกันว่า โรคดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากความเครียดและการอดอาหาร

อธิบายง่ายๆ ก็คือ คนญี่ปุ่นชอบทำงานหนักต่อเนื่องจนร่างกายไม่ได้หยุดพักเท่าที่ควร จนเกิดอาการนอนหลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่วนการอดอาหารก็เพื่อต้องการทำงานที่ยืดเยื้อให้เสร็จ สะสมจนเกิดภาวะร่างกายขาดสารอาหาร ทำให้เกิดภาวะหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองตีบในที่สุด

“โรคคาโรชิ” ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว เพียงแต่ปัญหานี้หนักขึ้นเรื่อยๆ แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาตรการจูงใจมากมายเพื่อบังคับให้ชาวญี่ปุ่นท่องเที่ยว หรือใช้เวลาพักผ่อนให้เต็มที่มากขึ้น

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้มีเพียงแต่ในญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะยังได้เกิดขึ้นในหลายประเทศในเอเชียด้วย เช่น เกาหลีใต้ และในจีน แม้ว่าจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่สะท้อนเหมือนกันก็คือ “การไม่พยายามสร้างสมดุลให้กับชีวิตในทางที่ถูกต้อง”