นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยบนเวทีการอบรมหลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 14 ซึ่งมีผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมอบรมจำนวน 150 คน ว่า บทบาทของระบบประกันภัยเป็นหนึ่งในเครื่องมือลดความเสี่ยงที่สามารถสัมผัสและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด
โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กรณีรัสเซีย-ยูเครน หรืออิหร่าน-สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนต่างๆ รวมถึงค่าประกันภัยขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 2-3 เท่าตัว ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและเกิดในพื้นที่ที่ไม่คาดคิดมากขึ้น
นายลวรณ กล่าวว่า การเป็นผู้บริหารที่เก่ง นอกจากการทำให้ธุรกิจมีกำไรแล้ว ยังต้องสามารถมองความเสี่ยงได้อย่างรอบด้านและครบถ้วน การใช้ระบบประกันภัยเข้ามาช่วยปกป้องความเสี่ยง จะทำให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันและอยู่รอดทางธุรกิจได้
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็สามารถนำระบบประกันภัยมาช่วยบริหารจัดการงบประมาณของประเทศที่มีจำกัด เพื่อดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้เช่นกัน
สำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ปลัดกระทรวงการคลังได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยมีตัวชี้วัดอัตราการเข้าถึงประกันภัย (Penetration rate) อยู่ที่ประมาณ 5% ของ GDP ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) แต่ยังคงมีช่องว่างและโอกาสให้เติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วนทะลุหลัก 10% ไปแล้ว
ทั้งนี้ ความท้าทายหลักที่อุตสาหกรรมประกันภัยต้องเร่งแก้ไขประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การขาดความตระหนักรู้ เพราะประชาชนบางส่วนยังไม่เห็นความจำเป็นของการทำประกันภัย 2.ราคา ซึ่งเบี้ยประกันถูกมองว่ามีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ซึ่งปัจจุบัน คปภ. ได้แก้ไขผ่านการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประกันภัยรายย่อย (Micro Insurance) ในราคาหลักร้อยบาท
3.ช่องทางการจัดจำหน่าย ที่ยังคงพึ่งพาตัวแทนเป็นหลัก ซึ่งควรมีการขยายช่องทางที่หลากหลายขึ้น 4.ความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์ ที่บริษัทประกันภัยต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product) ให้ตรงใจและตอบโจทย์ประชาชนมากยิ่งขึ้น และ 5. ความเชื่อมั่น (Trust) นับเป็นข้อที่สำคัญที่สุด ผู้เอาประกันต้องมีความมั่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น จะสามารถเคลมสินไหมทดแทนได้โดยไม่มีปัญหาหรือข้อติดขัด
นอกจากนี้ นายลวรณ ยังมีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทประกันภัยไทย คือการเปิดรับพันธมิตรหรือกลุ่มทุนที่มีศักยภาพจากต่างประเทศ เพื่อนำทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้
รวมไปถึงการผลักดันให้ประกันภัยเข้ามามีส่วนช่วยรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยรัฐบาลอาจพิจารณามาตรการสร้างแรงจูงใจ หรือช่วยสนับสนุนค่าเบี้ยประกันสุขภาพให้แก่ประชาชน
ในช่วงท้ายของการกล่าวเปิดงาน ปลัดกระทรวงการคลังได้ระบุถึงจุดแข็งของหลักสูตร วปส. ว่าเป็นหลักสูตรที่มีความหลากหลายและมีช่องว่างระหว่างวัย (Age gap) ทั้งผู้บริหารระดับสูงที่มากประสบการณ์ และคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมารวมตัวกัน ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเกิดประสิทธิภาพ
โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดของทาง คปภ. ไว้ว่า ผู้เข้าอบรมทั้ง 150 คน จะสำเร็จหลักสูตรออกไปเป็น “Brand Ambassador” ที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และสามารถสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโลกของการประกันภัยให้แก่สังคมต่อไป
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com

