นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รมว.คลัง) เป็นประธานเปิดงาน Prime Minister’s Insurance Awards 2025 (5 กันยายน 2568) เวทีสำคัญของวงการประกันภัยไทย มีผู้บริหารบริษัทประกันภัย ตัวแทนนายหน้า หน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชนเข้าร่วมคับคั่ง สะท้อนถึงความสำคัญของธุรกิจประกันภัยที่ไม่เพียงแต่ช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เขาได้กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทอันสำคัญยิ่งของ ธุรกิจประกันภัย ในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เป็นด่านสุดท้ายสำหรับทุกภาคส่วน ทั้งนิติบุคคลและประชาชน รวมถึงเป็นสปริงบอร์ดสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ การเติบโตของธุรกิจประกันภัยจึงมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการฟื้นตัวและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยรัฐมนตรีคลังตั้งเป้าหมายการลงทุนรวมของประเทศให้สูงถึง 7 ล้านล้านบาท ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของภาคประกันภัย
ศักยภาพการเติบโตของธุรกิจประกันภัยไทย
รมต.คลัง กล่าวว่า สำหรับปี 2568 (2025) คาดการณ์ว่าเบี้ยประกันภัยรับรวม จะอยู่ที่ประมาณ 980,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตประมาณ 4% กว่า ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงเป็นสองเท่าของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2% ต้นๆ
โดยนายพิชัยแสดงความไม่แปลกใจกับการเติบโตนี้ และมองว่าในอนาคตอันใกล้ ธุรกิจประกันภัยจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 1 ล้านล้านบาทได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเขาได้มองการณ์ไกลกว่านั้น โดยตั้งเป้าหมายสุดยิ่งใหญ่ว่าอาจจะทะยานไปได้ถึง 3 ล้านล้านบาท
เศรษฐกิจไทยโอกาสและความท้าทาย
การเติบโตของธุรกิจประกันภัยนั้น ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจเป็นหลัก นายพิชัยชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของ GDP ในช่วง 10-25 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 3.5% แต่ปัจจุบันลดลงต่ำกว่า 2% ซึ่งถือว่าต่ำเกินไป สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน
ในอดีตช่วง 25 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนรวมของประเทศอยู่ที่ประมาณ 50-55% ของ GDP คิดเป็น 4 ล้านล้านบาท จาก GDP ประมาณ 7 ล้านล้านบาท แต่ในปัจจุบัน GDP ของประเทศอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านล้านบาท แต่การลงทุนกลับอยู่ที่เพียง 22% หรือประมาณ 4 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งแทบไม่ต่างจากเมื่อ 25 ปีก่อนเลย นี่แสดงให้เห็นว่า การลงทุนยังไม่เพียงพอ และเป็นประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข
รมว.คลังยืนยันว่า ทุกอย่างมีความหวัง และเชื่อมั่นว่าสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้ หากมีความมุ่งมั่น โดยปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจคือ ความเชื่อมั่น
ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาประมาณ 1.1-1.2 ล้านล้านบาท และมีการลงทุนจริงประมาณ 8-9 แสนล้านบาท เป้าหมายของรัฐมนตรีคือการเพิ่มการลงทุนรวมของประเทศให้สูงถึง 7 ล้านล้านบาทต่อปีอย่างต่อเนื่อง
แนวทางในการบรรลุเป้าหมายนี้คือ การที่ FDI ที่เข้ามาประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท สามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนภายในประเทศได้ถึง 5 เท่า ซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนประมาณ 6 ล้านล้านบาท และเมื่อรวมกับการลงทุนของภาครัฐอีก 6-7 แสนล้านบาท จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมาย 7 ล้านล้านบาทได้
หากสามารถบรรลุเป้าหมายการลงทุน 7 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 35-36% ของ GDP ได้ จะส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ที่ 4% บวก/ลบ และในที่สุดจะทำให้ธุรกิจประกันภัยเติบโตได้สูงถึง 8-9%
บทบาทของธุรกิจประกันภัยในอนาคต
รมว.คลังเน้นย้ำว่า ธุรกิจประกันภัยไม่สามารถพึ่งพิงตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียวได้ โดยปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 90% มาจากธุรกิจในประเทศไทย และมีการส่งต่อประกันภัยต่อ (reinsurance) ไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ภาคธุรกิจประกันภัยจึงอาจต้องมีการ ปรับตัว จัดทัพ และรวมกิจการ (consolidate) เพื่อให้สามารถลงทุนได้ใหญ่ขึ้นและมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินออมทั่วโลก
ในท้ายที่สุด ธุรกิจประกันภัยยังคงเป็น ด่านสุดท้ายของการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญและจำเป็น การขยายฐานและทำให้ประชาชนรู้จักและเข้าถึงเครื่องมือนี้มากขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตที่ยั่งยืน รัฐมนตรีคลังเชื่อมั่นว่า หากประเทศสามารถปรับตัวให้เข้ากับนโยบายและกระแสการเปลี่ยนแปลงได้ ธุรกิจประกันภัยจะไม่มีปัญหาและสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com



