สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จัดแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานประจำปี พร้อมเผยทิศทางอุตสาหกรรมประกันภัยไทย โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 นี้ ธุรกิจประกันภัยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายจากภัยธรรมชาติ พร้อมวางรากฐานสำคัญเพื่อปกป้องประชาชนและขับเคลื่อน GDP ของประเทศในอนาคต
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาฯ คปภ.) เปิดเผยถึง ภาพรวมปี 2568 ว่า ธุรกิจประกันชีวิตนำโด่ง แม้ภัยธรรมชาติฉุดกำไรประกันวินาศภัย จากการสรุปตัวเลขเบี้ยประกันภัยรับรวม ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 969,117 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นธุรกิจประกันชีวิตเบี้ยรับรวมกว่า 675,957 ล้านบาท (เติบโต 3.51%) ธุรกิจประกันวินาศภัยเบี้ยรับรวมประมาณ 293,220 ล้านบาท (เติบโต 2.33%)
แม้ภาพรวมจะเติบโตได้ดี แต่อัตรากำไรของฝั่งประกันวินาศภัยได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติหลายครั้งตลอดปี ทั้งแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม และอุทกภัยครั้งใหญ่ในเชียงใหม่ ภาคใต้ และหาดใหญ่ โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใน 9 จังหวัดภาคใต้ล่าสุด คาดการณ์ความเสียหายต่อธุรกิจประกันวินาศภัยอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่ประกันชีวิตมีรายงานผู้เสียชีวิต 140 ราย พบมีการทำประกันไว้ 50 ราย ซึ่งบริษัทกำลังเร่งจ่ายสินไหมทดแทนอย่างเร่งด่วน
เป้าปี 2569 ภาคธุรกิจเดินสู่ประวัติศาสตร์ “ล้านล้านบาท” ขับเคลื่อน GDP
โดยคปภ. ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2569 เบี้ยประกันภัยรับรวมจะแตะระดับ 1,000,000 ล้านบาท (1 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตที่ 3.1 – 3.2% สอดคล้องกับ GDP ประเท
นอกจากนี้ ธุรกิจประกันภัยยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจผ่านสินทรัพย์ลงทุนรวมกว่า 4.8 ล้านล้านบาท และล่าสุดคปภ. ได้แก้ไขประกาศการลงทุนเพื่อเพิ่มประเภทและขยายสัดส่วนการลงทุน รวมถึงปรับค่าความเสี่ยงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (Risk Charge) ให้ตรงตามจริง
โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนสำหรับความเสี่ยงด้านตลาดจากราคาตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากเดิมที่ 25% ปรับลดลงเป็น 18% ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ตราสารทุนเพิ่มได้อีกกว่า 200,000 ล้านบาท (จากเดิมราว 200,000 ล้านบาท) ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในประเทศ โดยปัจจุบันฐานะทางการเงินของบริษัทประกันยังคงแข็งแกร่ง มีเงินกองทุน (Solvency Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ 340 – 400%
ผลักดัน “กองทุนมหันตภัยพิบัติ” รับมือความเสี่ยงคุมไม่ได้
นายชูฉัตร กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่ คปภ. เร่งผลักดันคือการจัดตั้ง “กองทุนมหันตภัยพิบัติ” (Catastrophic Risk Fund) หรือการทำ High Risk Pool เพื่อรองรับความผันผวนจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น โดยได้นำผลการศึกษาของกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดยคุณรณดล นุ่มนนท์ อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. มาเป็นต้นแบบ
ความจำเป็นนี้เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาที่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงไทยเพียง 5 นาที แต่สร้างความเสี่ยงต่อธุรกิจประกันวินาศภัยสูงถึง 60,000 ล้านบาท รวมถึงบทเรียนน้ำท่วมปี 2554 ที่เสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท คปภ. มุ่งมั่นจะให้กองทุนนี้เกิดขึ้นให้ได้ในปีหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติและประชาชน โดยยืนยันว่าการตั้งกองทุนนี้ไม่ใช่ข้ออ้างในการขึ้นเบี้ยประกันภัย,
แก้ปัญหากองทุนประกันวินาศภัย-ปรับบำนาญ
นอกจากนี้นายชูฉัตร ยังกล่าวถึงการจัดการหนี้ของกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) ที่เกิดจากบริษัทประกันวินาศภัยที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตอีกว่า กำลังเร่ง “รับรองมูลหนี้” ให้กับประชาชนกว่า 600,000 ราย โดยใช้ทั้งกำลังคนและระบบ AI เข้าช่วย คาดว่าจะเห็นทิศทางทางออกที่ชัดเจนภายในต้นปี 2570
ในส่วนของ ประกันบำนาญ คปภ. เตรียมหารือกรมสรรพากรเพื่อปรับเงื่อนไขให้จูงใจขึ้น โดยจะอนุญาตให้ผู้ทำประกันสามารถรับเงินก้อนแรกหลังเกษียณได้สูงสุด 30% ของเงินที่ออมไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทยที่ต้องการเงินก้อนหลังเกษียณอายุ 60 ปี ขณะที่ยังคงสิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท เช่นเดิม
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com




