จากการที่วันนี้โลกและประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหา Medical Inflation ที่สูงขึ้น!! ขณะที่ประชาชน ก็กำลังเผชิญกับปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูงจะเกินกำลังการครองชีพจนแน่นอก โดยผู้คนที่ยังพอมีกำลังก็จัดหา “ตัวช่วย” อย่างระบบ “ประกันสุขภาพ” มาเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไปได้บ้าง
ทว่าทุกวันนี้ค่าเฉลี่ย Medical Inflation ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น (ปี 2567 Medical Inflation ไทยสูง 14.2%) ได้วนกลับมาเป็น “งูกินหาง” กับ “บริษัทผู้รับประกันภัย” และ “ประชาชน” จนแทบจะรับมือกันไม่ไหวกับค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลต่างๆ
กระทั่งเมื่อกลางเดือนมีนาคม 2568 ต้นปีที่ผ่านมาระบบประกันสุขภาพในส่วนของ “ภาคประกันชีวิต” ได้มีการปรับนำเงื่อนไข Copayment หรือ “การร่วมจ่าย” ที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่งร่วมกับบริษัทประกันภัยมาใช้กันแล้ว!!
แน่นอนว่า!! การปรับเพิ่มเงื่อนไขของระบบประกันสุขภาพในซีกฝั่งภาคประกันชีวิตย่อมส่งผลโดยตรงต่อ “ประชาชน” ที่ต้องให้ความร่วมมือและระมัดระวังการเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อ “ไม่ให้” เกินเกณฑ์เงื่อนไขการต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในปีถัดไป
และแน่นอนว่า!! จากนี้ไปบริษัทประกันฯ จำต้องเร่งเดินหน้ามอบความไว้วางใจให้ลูกค้าได้รับการ “บริการเป็นเลิศ” เหนือระดับมาชดเชยให้มากที่สุดแล้วเสิร์ฟให้ถึงมือประชาชนเข้าถึงอย่างเร็วไวที่สุดด้วย
จากบรรยากาศในพิธีมอบรางวัล “เมืองไทย Hospital Awards” ครั้งที่ 9 (Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2024) ซึ่งเป็นการมอบรางวัลให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาของ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา
จับสาระใจความประเด็นสำคัญหนึ่งของ “คุณสาระ ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทฯ ได้ว่าการที่ “เมืองไทยประกันชีวิต” จะยกระดับมาตรฐานบริการที่เป็นเลิศในทุกมิติเพื่อ “ลูกค้า” คนสำคัญได้อย่าง “เป็นเลิศ” มากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่ง “คงต้อง” ได้รับการ “ร่วมมือ” จากเหล่า “โรงพยาบาลคู่สัญญา” ที่มีมากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศด้วย!!
ซึ่งเป็นจังหวะดีมากๆ กับการ “ขอความร่วมมือ” กัน “เพื่อช่วย” ให้ลูกค้าหรือผู้เอาประกันสามารถ “เข้าถึง” บริการด้านสุขภาพที่ “มีคุณภาพ” ใน “ราคาที่เหมาะสม” และสร้างความ “ยั่งยืน” ให้กับ “ระบบประกันสุขภาพ” ในระยะยาว!!
เพราะกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนคู่สัญญากว่า 400 แห่งทั่วประเทศต่างเป็น “Partnership” ช่วยเหลือธุรกิจซึ่งกันและกันอยู่มายาวนานร่วม 9 ปี การได้ร่วมมือกันช่วยเหลือกันดูแล “ราคาให้เหมาะสม” ในการรักษาพยาบาลลูกค้าในแต่ละปีก็คงจะดียิ่งขึ้นต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะการดูแลประชาชนคนไทยร่วมกัน
“คุณสาระ” ได้บอกกล่าวเล่าสู่ผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลเอกชนคู่สัญญาที่เข้าร่วมรับรางวัลครั้งนี้ว่า ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา เมืองไทยประกันชีวิตในฐานะเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีขนาดใหญ่ด้วยสินทรัพย์ 640 พันล้านบาท เบี้ยรวมโทเทิลพรีเมี่ยม 71,800 ล้านบาท รายได้จากการลงทุน 23,700 ล้านบาท รายได้รวม 91,800 ล้านบาท ธุรกิจใหม่รวมโต 13% เป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม
และมีลูกค้าผู้ถือกรมธรรม์รวมกว่า 3.8 ล้านราย มีความเพียงพอของเงินกองทุน 350% แต่ในปีที่ผ่านมา เมืองไทยประกันชีวิตก็เผชิญกับการจ่ายเคลมค่ารักษาพยาบาลให้ลูกค้ากับโรงพยาบาลมากเป็น “หมื่นล้านบาท” ทำให้ยิ่งต้องตระหนักถึงแนวแนวทางในการจัดการกับปัญหา Medical Inflation ที่สูงขึ้น
จึงพยายามคิดมาตรการช่วยเหลือผู้เอาประกันให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพในระยะยาวได้ต่อ บริษัทฯ จึงหันมาทำความเข้าใจ Pain Point ของลูกค้า ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ของลูกค้า (User Experience) เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาและอุปสรรคที่ลูกค้าเผชิญในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
จนได้มีการพัฒนาแบบประกันที่ “ยืดหยุ่น” ขึ้นมาเสิร์ฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบคู่กับสุขภาพที่สามารถนำเงินทุนประกันชีวิตมาใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล (OPD/IPD) ได้เมื่อผู้เอาประกันอายุมากขึ้น (เช่น 65 ปี) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว และตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุ
ตามมาด้วยการ “ส่งเสริม” การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) สนับสนุนให้ผู้เอาประกันดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยการนำแพลตฟอร์มด้านสุขภาพ “MTL Fit” มาใช้ร่วมกับแอปพลิเคชัน “MTL Click” เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตามสุขภาพและรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม หากดูแลสุขภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วย “ลดเบี้ยประกัน” ในระยะยาวได้ด้วย
หรือกระทั่งการใช้ Mobility ของข้อมูลสถิติในการประเมินความเสี่ยงและกำหนดเบี้ยประกัน โดยพิจารณาจากข้อมูลเฉพาะของบริษัทฯ แทนการใช้ข้อมูลอัตราการเสียชีวิต (Mortality Rate) ของคนไทยโดยรวม เพื่อให้การกำหนดเบี้ยประกันมีความเหมาะสมและเป็นธรรม
ซึ่ง “คุณสาระ” สรุปว่า มาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้เอาประกันสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสุขภาพในระยะยาว แต่ความยั่งยืนจะยืนยาวมากขึ้นหากเมื่อได้รับความร่วมกับเหล่าโรงพยาบาลคู่สัญญาทั้งหมด
โดย “คุณสาระ” ได้มองถึงการทำงานร่วมกันเพื่อ “ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล” อย่างเช่นเรื่องของโรคทั่วไป (Simple diseases) และหันมาส่งเสริม Preventive Care เพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้มากขึ้น เพื่อลดความจำเป็นในการรักษาพยาบาลในระยะยาวเป็นต้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น “คุณสาระ ล่ำซำ” ได้ยืนยันถึงความตั้งใจว่าเป็นการสร้างความยั่งยืนด้าน “การประกันสุขภาพ” ร่วมกับ “โรงพยาบาล” ที่ควรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เพราะปลายทางสุดท้ายแล้วก็คือการสร้างความยั่งยืนให้กับสถานพยาบาล บริษัทประกัน และที่สำคัญที่สุดคือผู้เอาประกันและ “ลูกค้าของโรงพยาบาล” ด้วยเช่นกัน!!
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com


