จากสถานการณ์ความเสี่ยงในยุคใหม่และปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ภายใต้การนำของ “คุณวสุมดี วสีนนท์” ด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค  ได้เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมประกันภัยไทยตามแผนยุทธศาสตร์ที่เน้นความ “อึด-ทน-ทั่ว-ล้ำ” เพื่อสร้างระบบประกันภัยที่มั่นคงและเข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง,

“อึด” สร้างความแข็งแกร่งและมาตรฐานวิชาชีพจากภายใน รองเลขาธิการ คปภ. ระบุว่า โจทย์สำคัญคือการแก้ปัญหาพื้นฐานที่พบจากการลงพื้นที่ ทั้งเรื่องหนี้สินครัวเรือน การขาดการวางแผนระยะยาวของธุรกิจรายย่อย (SMEs) และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องสิทธิและหน้าที่ในระบบประกันภัย คปภ. จึงมุ่งเน้นสร้างความ “อึด” ให้กับระบบโดยเริ่มจากการยกระดับ “คนกลาง” ซึ่งเป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่างบริษัทประกันและประชาชน

“ทน” ปัจจุบันประเทศไทยมีเครือข่ายคนกลางประกันภัยขนาดใหญ่ ประกอบด้วยตัวแทนกว่า 247,000 ราย นายหน้านิติบุคคล 732 บริษัท นายหน้าบุคคลธรรมดากว่า 323,000 ราย และสำนักงานตัวแทนทั่วประเทศอีก 2,300 แห่ง, คปภ. ได้วางหมุดหมายสำคัญภายในสิ้นปีนี้ว่า บริษัทประกันภัยทุกแห่งต้องจัดทำสัญญาแต่งตั้งคนกลางประกันภัยให้ครบถ้วนภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้คนกลางทุกคนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและมอนิเตอร์โดยตรงจากบริษัทประกันภัย ซึ่งในที่สุดก็จะอยู่ในอาชีพอย่าง “ทนทานมั่นคง” ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับ 5 สมาคมวิชาชีพเพื่อยกระดับมาตรฐานข้อสอบ การฝึกอบรม และการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง (Self-regulation) เพื่อให้คนกลางมีทักษะและจรรยาบรรณวิชาชีพในระดับสากล ลดข้อร้องเรียน และให้บริการอย่างมืออาชีพ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพ “ผู้ประเมินวินาศภัย” ให้มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและภัยธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อช่วยในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว

“ล้ำ” ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึก ในด้านความ “ล้ำ” คปภ. ได้นำระบบ E-Licensing เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลคนกลางทั้งระบบ ทำให้เห็นภาพรวมการเคลื่อนย้ายของตัวแทนและนายหน้า รวมถึงการจัดลำดับความเสี่ยงของบริษัท ที่สำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูลอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ของนายหน้าแต่ละราย เพื่อฟีดแบคข้อมูลกลับไปยังบริษัทประกันภัย ให้สามารถนำไปปรับปรุงโครงสร้างและสร้างความแข็งแกร่งของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

“ทั่ว”  ประกันภัยเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย จัดทัพรุกพื้นที่ทั่วไทย เป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้ระบบประกันภัยสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โดยการทำให้ประชาชนเข้าถึงการคุ้มครองอย่าง “ทั่ว” ถึง คปภ. ได้แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 9 กลุ่มหลัก ตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน วัยเกษียณ ไปจนถึงกลุ่มผู้เปราะบางและพนักงานภาครัฐ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการในแต่ละพื้นที่และจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละจังหวัด

โครงการที่โดดเด่นและเพิ่งเปิดตัวไปคือ “โครงการร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง” ซึ่งเป็นการร่วมมือกับสมาคมประกันวินาศภัยและสมาคมนายหน้าฯ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ในภาคการท่องเที่ยวและอาหารมีความคุ้มครองที่เหมาะสม โดยจะนำร่องใน 5 จังหวัดหลัก และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ เช่น กรุงเทพฯ ในเร็วๆ นี้,

นอกจากนี้ คปภ. ยังเตรียมผลักดัน “การประกันภัยภาคบังคับอื่นๆ อีก 13 กรมธรรม์” นอกเหนือจาก พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพื่อให้ภาครัฐและประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง

“คุณวสุมดี” เหมือนจะกล่าวสรุปว่า การขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ “อึด ทน ทั่ว ล้ำ” นี้ ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของ คปภ. ฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากสมาคมตัวแทน สมาคมนายหน้า สมาคมประกันชีวิต และสมาคมประกันวินาศภัย เป็นกำลังสำคัญ เพราะต่อให้มีระบบที่ดีเพียงใด หากขาดการสื่อสารและการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงประชาชน ประโยชน์จากการประกันภัยย่อมไม่เกิดขึ้นจริง

สุดท้าย คปภ. ยืนยันที่จะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและกลไกใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมประกันภัยไทยจะมีความทนทาน เข้าถึงง่าย และก้าวล้ำนำสมัย พร้อมเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงให้กับประชาชนคนไทยในทุกวิกฤต

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....