“ห่วง” คำสั้นๆ ที่มีความหมายลึกซึ้งสำหรับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของครอบครัว ความห่วงใยคือสายใยที่ผูกพันคนในครอบครัวไว้ด้วยกัน เป็นความรู้สึกที่เราส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ความห่วงใยนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในปัจจุบัน หากแต่ยังรวมถึงอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลว่าคนที่เรารักจะอยู่อย่างไร หากวันหนึ่งเราไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว

“ประกันชีวิต” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนความ “ห่วงใย” ให้เป็นการ “วางแผน” ที่จับต้องได้!  ไม่ใช่แค่การซื้อความคุ้มครอง!! แต่เป็นการสร้างหลักประกันให้คนที่เรารักสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประกันชีวิต: มากกว่าความคุ้มครอง คือหลักประกันยามฉุกเฉิน

หลายคนอาจมองว่า “ประกันชีวิต” เป็นเรื่องของการสะสมทรัพย์หรือการลงทุน แต่จริงๆ แล้วหัวใจสำคัญของประกันชีวิตคือการ “ลดภาระ” ให้กับครอบครัวในวันที่เราไม่อยู่!! ไม่ว่าจะเป็นหนี้สิน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ค่าเล่าเรียนของลูก

การประกันชีวิตจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการผ่อนเบาความกังวลนี้ “คุณป้อง สาระ ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประกันชีวิตที่ไม่ใช่แค่การสะสมทรัพย์หรือการลงทุน แต่เป็นการสร้างหลักประกันที่มั่นคงเพื่อ

คนที่อยู่ข้างหลัง และพยายามจะบอกกล่าวให้ทุกคนรับรู้ว่า

“การมีประกันชีวิตเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความห่วงใยอย่างแท้จริงต่อคนที่รักในวันที่เราไม่อยู่”

พร้อมอยากให้หลายคนๆ ที่ยังมีความเข้าใจผิดที่ว่าประกันชีวิตเป็นการ “แช่งตัวเอง” หรือ “คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ” แต่แท้จริงแล้วประกันชีวิตคือการช่วย “ลดภาระและความกังวลใจ” ให้กับครอบครัวเมื่อบุคคลนั้นต้องจากไป โดยเน้นไปที่ประกันชีวิตแบบ “คุ้มครอง” (Protection) เป็นหลัก

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ด้วยค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีอัตราเงินเฟ้อด้านการดูแลสุขภาพ หรืออัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) สูงถึง 15% ในประเทศ และ 14-15% ในระดับอาเซียน ซึ่งสิ่งที่ “คนไทย” ต้องทำความเข้าใจและเตรียมรับก็คือ ความจำเป็นของแบบประกันที่ไม่ใช่แค่ประกันชีวิต แต่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพด้วย

เจาะลึก 2 แบบประกันชีวิต: คุ้มครองชีวิต พร้อมดูแลสุขภาพ

ดังนั้นจังหวะโอกาสนี้ใน “ความห่วง” ที่สามารถจับต้องได้ผ่านการวางแผนทางการเงินด้วย “แบบประกันชีวิต” ที่เป็นทั้ง “เกราะ” ป้องกันทางการเงินให้กับครอบครัวแล้วยังสามารถ “ต่อยอด” ไปสู่ “ค่ารักษาพยาบาล” ได้ในยามจำเป็นได้อีกนั้น “คุณสาระ” ก็ “มีสาระ” ด้วยเรื่องราวเงื่อนไขความคุ้มครองใหม่มาเป็นทางเลือกกับ “คนไทย” โดยประกาศว่าเป็นบริษัทแรกที่จัดแบบกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบนี้ขึ้นนำร่องตลาด

เริ่มกันที่ แบบประกันภัย เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่ 99/1 (แบบเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์คงที่ 80%) ตอบโจทย์การสร้าง “หลักประกันก้อนใหญ่” ได้ด้วย “เงินก้อนเล็ก” สามารถรับประกันฯ ได้ตั้งแต่ อายุ 30 วัน – 80 ปี จำนวนเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ล้านบาท ชำระเบี้ยประกันภัยครั้งเดียว (ขึ้นอยู่ที่อายุทำประกันฯ) คุ้มครองตลอดสัญญา 100% ถึงอายุ 99 ปี  โดยผลประโยชน์ที่ได้รับไม่ต้องเสียภาษี

มีความโดดเด่นด้วยเบี้ยประกันภัยที่ถูกกว่าแบบประกันที่คล้ายกันกับต่างประเทศถึง 30-35% และได้ความคุ้มครองชีวิตเท่าเดิม เช่น ชายอายุ 53 ปี ทำทุนประกันชีวิต 100 ล้านบาท จะจ่ายเบี้ยฯ พรีเมียร์ เลกาซี่ 99/1 อยู่ที่ 51 ล้านบาท ขณะที่แบบนี้จากต่างประเทศจะจ่ายเบี้ยฯ สูงกว่าเป็น 73 ล้านบาท

“คุณสาระ” ย้ำเน้นว่าแบบนี้เป็นประกันชีวิตที่ “ง่ายกับการเข้าถึง” ของลูกค้าที่มีความพร้อมในเวลาใดเวลาหนึ่งและช่วงวัยใดวัยหนึ่งของชีวิตกับการวางแผนทางการเงินเบากังวลห่วงให้กับคนที่รักอย่างไร้กังวล และที่สำคัญสามารถแก้ปัญหาการเงินในอนาคตของตัวเองหากต้องเวนคืนกรมธรรม์ยามแก่

แบบที่สอง ประกันภัย เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/20  (ฉบับใหม่) ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้ง “ชีวิตและสุขภาพ” ครบจบในกรมธรรม์เดียว!! จ่ายเบี้ยประกันภัยสั้น 20 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองยาวไปจนถึงอายุ 99 ปี ไม่ต้องมีภาระจ่ายเบี้ยในวัยเกษียณ  พร้อมวงเงินสุขภาพพร้อมใช้ในวัยเกษียณ

แบบนี้มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลให้กับลูกค้าผู้ถือกรมธรรม์ตั้งแต่อายุ 65 ปีเป็นต้นไป ทั้งกรณีผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ด้วยวงเงินเหมาจ่าย ปรับได้ตามใจด้วยการปรับเปลี่ยนวงเงินคุ้มครองชีวิตให้เป็นวงเงินค่ารักษาพยาบาลได้ เบี้ยคงที่ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ ลดหย่อนภาษีได้เต็มก้อน สูงสุด 100,000 บาทต่อปี (เบี้ยประกันฯ จะสูงกว่าแบบเดิมขึ้นอยู่ที่อายุ)

เลือกประกันชีวิตที่ใช่ ในราคาที่คุ้มค่า (ผลิตภัณฑ์ไทย)

อย่างไรก็ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทประกันชีวิตจากต่างประเทศเริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดประเทศไทยมากขึ้น ทำให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย แต่คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำคือ ประกันชีวิตจากบริษัทต่างประเทศคุ้มค่ากว่าประกันชีวิตจากบริษัทไทยจริงหรือ?

หากวิเคราะห์แล้วน่าจะมีคำตอบว่า ขึ้นอยู่กับความต้องการและสถานการณ์ของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแล้ว ประกันชีวิตจากบริษัทต่างประเทศอาจมีข้อดีในเรื่องของ  1. ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์  2. เครือข่ายมีทั่วโลก ทำให้สะดวกในการเคลมและรับบริการ 3. นวัตกรรมเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ประกันชีวิตจากบริษัทไทยก็มีข้อดีที่สำคัญเช่นกัน ได้แก่ 1.ราคาเบี้ยประกันอาจถูกกว่า เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า 2.ความเข้าใจในตลาด มีความเข้าใจในความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย และ 3.ความสะดวก มีช่องทางการติดต่อและบริการที่เข้าถึงง่ายกว่า

วางแผนวันนี้ เพื่อตัวเองและคนที่รักในวันหน้า

สุดท้ายในความ “ห่วง” อย่างที่ “คุณสาระ” มีให้แบบมีสาระเรื่องราวการออกแบบกรมธรรม์ประกันชีวิตที่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตคนไทยล่าสุดออกมาให้เป็นทางเลือกแล้ว ยังได้ออกแบบชีวิตบั้นปลายอย่างลึกซึ้งให้กับลูกค้าผู้ถือกรมธรรม์นี้ต่อด้วยการช่วยให้มีการวางแผนอนาคตและส่งต่อความรักจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคงโดยไร้ปัญหาและความขัดแย้งในครอบครัวหลังการจากไปของผู้ทำประกันฯ

ด้วยบริการพิเศษ MTL Legacy Consultant ที่ลูกค้าจะได้รับคำปรึกษาและข้อแนะนำด้านกฎหมายและภาษีอากร (มรดก) รวมถึงการวางแผนออกแบบพินัยกรรมและธุรกิจครอบครัว จากผู้เชี่ยวชาญในการบริการอย่างบริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Tilleke & Gibbins

และได้รับการบริการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนออกแบบพินัยกรรมชีวิต การให้องค์ความรู้สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพในระยะท้ายที่ดี และจากไปอย่างมีความสุขและการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาเลือกวิธีการรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิต (Living Will)  จัดทำสมุดบันทึกเพื่อนชีวิต (Living & Leaving Note) จากบริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด อีกด้วย                      

และนี่ก็คือ “ห่วง” จาก “สาระ ลำซ่ำ” ที่ลึกซึ้งจริง!!

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....