ธุรกิจประกันภัยไทยกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปีหน้า (2569) โดยนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย “ดร.สมพร สืบถวิลกุล” คาดการณ์ว่าโอกาสการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรวมปีนี้ 2568 ไว้ที่ 2.5% แต่ความท้าทายจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และความจำเป็นในการปรับตัวของผลิตภัณฑ์ประกันภัยฐานรากยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาต่อในปีต่อไปซึ่งคาดว่าจะเติบโตดีกว่าปีนี้.

วิกฤตเบี้ย EV พุ่งสูงและการถอนตัวของบริษัท

                “ดร.สมพร” กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายเร่งด่วนที่สุดของธุรกิจประกันวินาศภัยคืออัตราส่วนความเสียหาย (Loss Ratio) เฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงมาก จนทำให้บริษัทประกันภัยที่รับประกันขาดทุน ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันภัยหลายแห่งจึงได้ถอนตัวออกจากการรับประกันภัยรถ EV ไปแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มสูงมากว่าในปีหน้า 2569 อัตราเบี้ยประกันภัยของรถ EV จะเพิ่มสูงขึ้นอีก.

                แม้ว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประเภทรถยนต์หลากหลายในพอร์ตจะสามารถนำกำไรจากรถประเภทอื่นมาอุดหนุน (subsidize) การขาดทุนจาก EV ได้ แต่บริษัทบางแห่งก็อาจไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ในขณะเดียวกันคาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์สันดาปจะลดลง และยอดขายรถ EV จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมในการสร้างการเติบโตของเบี้ยประกันภัยในกลุ่มรถ EV.

สถานะเงินกองทุนและความมั่นคงของอุตสาหกรรม

                ในภาพรวม อุตสาหกรรมประกันภัยยังคงมีความแข็งแรง. ปัจจุบัน อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรง (Capital Adequacy Ratio: CAR Ratio) โดยเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 200 กว่าเปอร์เซ็นต์. แม้ว่า คปภ. จะกำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ที่ 140% แต่ในมุมมองของ “ดร.สมพร” เห็นว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 2 เท่า หรือประมาณ 280%. ทั้งนี้ การมี CAR Ratio ที่สูงเกินไปถือเป็นต้นทุนที่สูง และหมายถึงการนำเงินทุนของผู้ถือหุ้นมากองไว้โดยไม่เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ.

อานิสงส์จากการเมืองและการเร่งรัดใช้จ่ายภาครัฐ

                โอกาสการเติบโตที่คาดว่าจะดีขึ้นในปีหน้ามาจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ. แม้จะมีการยุบสภา รัฐบาลรักษาการก็ยังต้องเร่งสร้างผลงานเพื่อเรียกคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย และเร่งรัดการใช้จ่ายในงบประมาณ. นอกจากนี้ ยังมีช่วงเวลาที่ต้องมีการเยียวยาประชาชนจากวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น น้ำท่วมและสงคราม.

                หากมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้า (ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์) และได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสียงข้างมากเข้ามาบริหารประเทศ คาดว่าจะมีการเร่งรัดการลงทุนและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างในประเทศไทย. การใช้จ่ายของภาครัฐ (Spending) ในช่วงดังกล่าวจะผลักดันให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว, ซึ่งส่งผลให้โอกาสทางธุรกิจประกันภัยในปีหน้านั้นดีกว่าปีนี้มาก.

                อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันที่ยังคงรุนแรงต่อไป. ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ บริษัทประกันภัยจะพยายามแย่งชิงเบี้ยเข้ามาในพอร์ต, ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างดุเดือด.

ข้อเสนอแนะนโยบายรัฐบาลใหม่เน้นเศรษฐกิจฐานรากและภัยพิบัติ

                “ดร.สมพร” กล่าวว่า มีความเห็นอยากให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากภัยพิบัติที่ปัจจุบันแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ และมาตรการที่เคยมีนั้นไม่เพียงพอต่อการเยียวยา. รัฐบาลควรใช้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงและงบประมาณ.

                นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากถือเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากคนกลุ่มนี้ประสบปัญหาอย่างมาก. รัฐบาลควรยื่นมือเข้าช่วยกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าถึงแหล่งทุนได้ยากกว่าองค์กรขนาดใหญ่. มาตรการกระตุ้นอาจรวมถึงการปรับปรุงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส.

                ประเด็นสำคัญอีกประการคือ ควรมีการทบทวนและผลักดันโครงการประกันภัยพืชไร่เศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถเยียวยาเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม หากเกิดภัยพิบัติ.

สร้างนวัตกรรมการเข้าถึงและกรมธรรม์เฉพาะกลุ่ม

                เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะในภาคเกษตรยังไม่ดีนัก, บริษัทประกันภัยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้ง่ายขึ้น. แนวคิดที่สำคัญคือการลดภาระในการซื้อประกันภัยแบบต้องจ่ายเบี้ยทั้งปี.

                ทางอุตสาหกรรมได้มีการเสนอแนวคิดต่อ คปภ. ให้เปิดโอกาสให้บริษัทประกันภัย ปล่อยให้ผู้ซื้อประกันผ่อนชำระเบี้ยได้ หรือใช้แนวคิดแบบสมาชิก (subscription basis) หรือการผ่อนจ่ายเป็นงวด (installment). หากประชาชนสามารถผ่อนชำระได้ โอกาสที่พวกเขาจะซื้อประกันภัยก็จะเพิ่มมากขึ้น. นอกจากนี้ ควรมีการออกแบบกรมธรรม์สำหรับกลุ่มฐานรากที่ปัจจุบันเข้าถึงระบบประกันภัยได้ยาก.

                ในด้านประกันสุขภาพ มีการพูดถึงความจำเป็นในการจัดการกับปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ. แนวคิดที่กำลังจะผลักดันคือการแยกประเภทกรมธรรม์ประกันสุขภาพ โดยแบ่งตามประเภทของโรงพยาบาล เช่น กรมธรรม์สำหรับโรงพยาบาลรัฐอย่างเดียว, โรงพยาบาลเอกชนกลุ่ม 1, และโรงพยาบาลเอกชนกลุ่ม 2. การแยกประเภทนี้จะช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น และช่วยในการบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ. การดำเนินการเรื่องกรมธรรม์สำหรับโรงพยาบาลรัฐและเอกชนตามกลุ่มคาดว่าจะเริ่มต้นได้ในไตรมาสแรกของปีหน้า.

                อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากการใช้จ่ายภาครัฐและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมมีโอกาสเติบโตที่ดี, บริษัทประกันภัยยังคงต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านราคาเบี้ย EV และความจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เช่น การผ่อนชำระเบี้ย เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด.

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....