ในโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยความท้าทาย อุตสาหกรรมประกันภัยไทยกำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ซึ่งมุ่งเน้นการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคโดยเป้าหมายสำคัญไม่ได้เป็นเพียงการสร้างรายได้เบี้ยประกันภัยให้ถึงระดับ “ล้านล้าน” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้าง Insurance Community” เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านการประกันภัยในภูมิภาคอาเซียน “คุณมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์” ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ คปภ.สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ได้เปิดเผยมุมมองว่า

“คน” กระดูกสันหลังของยุทธศาสตร์ประกันภัย

หากเปรียบเกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของประเทศในอดีต ในวันนี้ “บุคลากร” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ทุกมิติของยุทธศาสตร์ก้าวผ่านความท้าทายในโลกอนาคตได้ ข้อมูลปัจจุบันระบุว่ามีบุคลากรโดยตรงในอุตสาหกรรมประกันชีวิตและประกันวินาศภัยประมาณ 10,000 คน และยังมีคนกลางประกันภัยอีกเกือบ 400,000 คนทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมต่อกับประชาชนอีกกว่า 70 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม จำนวนแรงงานในภาคส่วนนี้มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ดังนั้น การพัฒนาคนจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการเน้นปริมาณสู่การเสริมสร้างทักษะเพื่อให้ธุรกิจมีความ “อึด” สามารถรับความเสี่ยงใหม่ๆ และนำพาอุตสาหกรรมเข้าถึงประชาชนได้ทั่วประเทศอย่างแท้จริง

จาก “งานวิจัยบนหิ้ง” สู่ Innovation Center ระดับภูมิภาค

สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง (OIC Advanced Insurance Institute) จะกลายเป็นแกนหลักในการบูรณาการความรู้ โดยมีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่ปล่อยให้ผลงานวิจัยหรือความรู้จากหลักสูตรต่างๆ “อยู่บนหิ้ง” อีกต่อไป เป้าหมายคือการยกระดับศูนย์ CIT (Center of Insurtech Thailand) ให้เป็น Insurtech and Innovation Center” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นแล็บทดลองและรวบรวมนวัตกรรมใหม่ๆ,

นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Learning Center เพื่อกระจายความรู้ด้านการประกันภัยที่เคยกระจัดกระจาย ให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีการสร้างหลักสูตรที่เหมาะสมกับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นระบบ

โมเดล “ประกันภัยรถภาคบังคับ”: ปฏิรูปการสื่อสารและระบบนิเวศ

หนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญที่จะถูกยกขึ้นมาเป็น “หมุดหมาย” ในการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฉบับที่ 5 คือ การปฏิรูปการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) แม้กฎหมายนี้จะมีมาตั้งแต่ปี 2535 แต่ในปัจจุบันก็ยังมีรถจำนวนมากบนท้องถนนที่ไม่มีประกันภัย หรือขาดต่ออายุ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

แนวทางใหม่จะเปลี่ยนจากการสื่อสารแบบเดิมที่เป็นการส่งข้อมูลฝ่ายเดียว เป็นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เน้น “การป้องกันภัยตั้งแต่ต้นน้ำ” โดยอาศัยความร่วมมือกับภาคีภายนอก เช่น ตำรวจ และกรมการขนส่งทางบก ในอนาคตจะมีการใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยตรวจสอบรถที่ไม่ทำประกันภัย โดยอาจมีการส่งใบแจ้งเตือนไปยังบ้านของเจ้าของรถโดยตรง และสร้างความมั่นใจว่ารถที่ต่อทะเบียนทุกคันจะต้องมีประกันภัยคุ้มครอง

ก้าวต่อไปสู่ความยั่งยืน

สุดท้าย “คุณมยุรินทร์” กล่าวว่า ความสำเร็จของแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการทำงานเพียงลำพังของ คปภ. แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทั้งสมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมประกันภัยไทยมีความล้ำสมัย อึด และเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริงในทุกวิกฤต

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....