ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งเปรียบเสมือน “พายุความเสี่ยง” ระดับทอร์นาโด สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้จัดทำ แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 โดยมุ่งเน้น 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือ “อึด-ทน-ทั่ว-ล้ำ” เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) การเข้าถึงที่ครอบคลุม และการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

AI “Game Changer” ของโลกประกันภัย

“คุณชญานิน เกิดผลงาม” รองเลขาธิการ ด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี คปภ. เปิดเผยว่า เทคโนโลยีจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์นี้ โดยเฉพาะการนำ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาใช้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changer) ของธุรกิจ ในช่วงปีที่ผ่านมา คปภ. ได้เริ่มนำ AI มาใช้ในภารกิจภายในแล้วกว่า 20 กรณี (Use Cases) และมีแผนที่จะขยายผลให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในปีนี้

เพื่อกำกับดูแลการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ คปภ. ได้ออกแนวทาง AI Governance Guideline ไปแล้ว และในปีหน้าจะมีการยกระดับโดยการนำ AI Assessment หรือแบบประเมินการใช้ AI เข้ามาใช้เพื่อตรวจสอบความทนทาน (Robustness) ความปลอดภัย ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ (Transparency & Explainability) รวมถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection)

ยกระดับการกำกับดูแลด้วย Data และ Cybersecurity

ภายใต้เป้าหมายการเป็น Data Driven Organization คปภ. ได้พัฒนาระบบข้อมูลและ Dashboard เพื่อติดตามความมั่นคงของบริษัทประกันภัย รวมถึงการใช้ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Data) เพื่อส่งเสริมธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการใช้ข้อมูลมากขึ้น ความเสี่ยงด้าน Cyber Security และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ในปีนี้ คปภ. จึงเตรียมปรับปรุงประกาศเรื่อง การบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Risk) โดยยึดหลักมาตรฐานสากลและหลักความสมส่วนตามระดับความเสี่ยง (Proportionality) สิ่งที่น่าสนใจคือการยกระดับ Data Governance หรือการกำกับดูแลข้อมูลให้เป็นส่วนหนึ่งของประกาศ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลในอุตสาหกรรมมีคุณภาพ ถูกต้อง และปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Audit) โดยให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญของหน่วยงานตรวจสอบ

Open Insurance เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

โครงการ Open Insurance เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ คปภ. กำลังเร่งขับเคลื่อนเพื่อสร้างระบบนิเวศการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data Exchange Framework) โดยในระยะแรกได้เริ่มจากการประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ และมีแผนจะขยายไปยังการประกันรถยนต์และอัคคีภัยในอนาคต

การเชื่อมโยงข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมประกันภัยเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังหน่วยงานภาครัฐ เช่น ความร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อตรวจสอบการทำประกันภัยตามกฎหมายของสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งช่วยให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ คปภ. ยังมีแผนที่จะเปิดเผยข้อมูล Big Data (ที่ผ่านกระบวนการปกปิดตัวตนแล้ว) ให้กับภาคเอกชนเพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ และให้ภาคการศึกษาใช้ในการวิจัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ของประเทศ

ก้าวสู่มาตรฐานโลกและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ในมิติของยุทธศาสตร์การปรับตัว (Resilience) คปภ. ไม่ได้มองเพียงแค่ภายในประเทศ แต่กำลังยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเกี่ยวข้องกับตราสารกฎหมายด้านการประกันภัยถึง 4 ด้านหลัก ได้แก่ การกำกับดูแลที่ดี การจัดการสินไหมทดแทน ความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับภัยพิบัติ และการจำแนกประเภทประกันภัย

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือในระดับภูมิภาคทั้ง ASEAN เอเชียแปซิฟิก และ EU เพื่อผลักดันให้ประกันภัยไทยก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างสง่างาม

การสื่อสารยุคใหม่ เข้าใจง่าย เข้าถึงกลุ่มคน

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงการประกันภัย คปภ. ได้ปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้มีความรวดเร็วและเข้าใจง่าย โดยร่วมมือกับกลุ่ม Influencer และสร้างสรรค์กิจกรรมรูปแบบใหม่ เช่น โครงการ Insurance Street ที่นำงานศิลปะ (Street Art) เข้ามาช่วยสื่อสารเรื่องการประกันภัยเพื่อให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

บทสรุปของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 นี้ คือความมุ่งมั่นที่จะใช้นวัตกรรมและข้อมูลเป็นฐานรากในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมประกันภัยไทย เพื่อให้สามารถยืนหยัดท่ามกลางความผันผวน และเป็นที่พึ่งให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....