ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ภาคธุรกิจประกันภัยไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญภายใต้การขับเคลื่อนของ “แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5” ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการกำกับดูแลที่เท่าทันสถานการณ์โลก โดย “อาภากร ปานเลิศ” รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. ได้เปิดเผย 6 ยุทธศาสตร์หลักที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมในครั้งนี้

  1. ยกระดับการกำกับดูแลแบบกลุ่มธุรกิจ (Group-wide Supervision)

ด้วยโครงสร้างธุรกิจในปัจจุบันที่มีความซับซ้อน มีการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) และเครือข่ายการลงทุนที่เชื่อมโยงกัน คปภ. จึงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลความเสี่ยงในภาพรวมของกลุ่มธุรกิจ เพื่อป้องกันการถ่ายโอนความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบริษัทประกันภัย โดยมุ่งเน้นการสร้างเครื่องมือและกลไกการกำกับดูแลตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้มั่นใจว่าการโยงความเสี่ยงต่าง ๆ จะได้รับการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ,

  1. เสริมสร้างศักยภาพการรับประกันภัยต่อ (Reinsurance) ภายในประเทศ

ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า ในปัจจุบันธุรกิจประกันภัยไทยมีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรวมประมาณ 9 แสนล้านบาท แต่มีการส่งเบี้ยประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศสูงเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% แนวทางสำคัญในแผนพัฒนาฯ คือการหาวิธีลดการรั่วไหลของเบี้ยประกันภัยออกสู่ภายนอก และส่งเสริมให้มีการกระจายความเสี่ยงกันเองภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและรักษาเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย,

  1. สร้างระบบนิเวศประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้สร้างความท้าทายใหม่ให้กับวงการประกันภัยอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่กังวลเรื่องแบตเตอรี่ แต่ปัจจุบันพบว่า “ราคาอะไหล่” กลายเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่า เนื่องจากมีราคาสูงและส่งผลกระทบต่อค่าซ่อมแซมอย่างมาก, คปภ. จึงมุ่งสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การปรับปรุงกรมธรรม์ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับราคารถที่ผันผวนคล้ายสินค้าไอที การกำหนดอัตราเบี้ยประกันที่เหมาะสม ไปจนถึงการสนับสนุนสมาคมอู่ซ่อมรถในการหาอะไหล่ทดแทนและการซ่อมแซมที่มีมาตรฐาน เพื่อรองรับตลาดรถยนต์ EV ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด,

  1. e-Policy: ประตูสู่โลกดิจิทัลและ AI

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือการนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์และพยากรณ์เหตุการณ์ โดยมี e-Policy (กรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์) เป็นจุดเริ่มต้น คปภ. ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป กรมธรรม์ประกันภัยใหม่ในประเทศประมาณ 85-90% จะต้องเป็นรูปแบบดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ระบบ e-Claim และ e-Payment ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการและลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน

  1. แก้โจทย์ใหญ่ “ประกันสุขภาพ” และภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์

ปัจจุบันเบี้ยประกันสุขภาพรวมของไทยอยู่ที่ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท และมีการเติบโตราว 10% ต่อปี แต่จำนวนผู้เอาประกันภัยกลับค่อนข้างคงที่ สะท้อนให้เห็นว่าเบี้ยประกันเฉลี่ยแพงขึ้นจนคนเข้าถึงได้ยากขึ้นเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation), แผนพัฒนาฯ จึงมุ่งเน้นการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแยกแยะสาเหตุที่แท้จริงของค่ารักษาที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนวัตกรรมการแพทย์หรือค่าบริการ เพื่อหาแนวทางควบคุมต้นทุนและขยายฐานผู้เอาประกันภัยรายใหม่ให้เข้าสู่ระบบได้มากขึ้น

  1. การบริหารจัดการความเสี่ยง (ORSA) เพื่อความยั่งยืน

สุดท้ายคือการเน้นย้ำเรื่อง ORSA (Own Risk and Solvency Assessment) ซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักในการบริหารความเสี่ยงของแต่ละบริษัท คปภ. มุ่งหวังให้บริษัทประกันภัยให้ความสำคัญมากกว่าเพียงแค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่ต้องสร้าง “วัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง” ที่ปฏิบัติได้จริงและเท่าทันต่อสถานการณ์ โดยต้องบูรณาการทั้งเรื่องเงินกองทุน เงินสำรอง และการบริหารความเสี่ยงเข้าด้วยกัน เพื่อความมั่นคงระยะยาวของธุรกิจ,

สรุป: แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ไม่ได้เป็นเพียงการออกกฎระเบียบเพื่อกำกับดูแลเท่านั้น แต่เป็นการสร้างรากฐานและ Ecosystem ใหม่ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และความเป็นธรรมเข้าด้วยกัน เพื่อให้ธุรกิจประกันภัยไทยเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริงในอนาคต

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....