ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและการก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย ภาคธุรกิจประกันชีวิตกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญ โดยเฉพาะความผันผวนของ “ค่ารักษาพยาบาล” หรือ Medical Inflation ที่พุ่งสูงถึง 10.8% ในปีที่ผ่านมา สถานการณ์นี้บีบให้ทั้ง “ผู้ประกอบการ” และ “ผู้บริโภค” ต้องปรับตัวครั้งใหญ่

“คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์” นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ได้ฉายภาพทิศทางใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมประกันสุขภาพไทย โดยเน้นย้ำถึงแนวทางการนำระบบ Co-payment (การร่วมจ่าย) และ Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรก) มาใช้ตั้งแต่ “วันแรก” ที่ทำสัญญา รวมถึงการขยายความร่วมมือกับ “โรงพยาบาลภาครัฐ” เพื่อสร้างทางเลือกที่จับต้องได้จริงสำหรับคนไทย

Co-payment ตั้งแต่บาทแรก! “เบี้ยถูกลง” สมเหตุสมผล

จากเดิมที่เงื่อนไข Co-payment (เริ่มตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568) ถูกนำมาใช้เป็นมาตรการปรับพฤติกรรมในตอน “ต่ออายุสัญญา” สำหรับผู้ที่มีการเคลมสูงผิดปกติ ซึ่งเริ่มใช้ไปเมื่อเดือนมีนาคม 2568 แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ “คุณนุสรา” เปิดเผยว่า ทิศทางของผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพจะเปลี่ยนไปเป็นการเสนอเงื่อนไข Co-payment หรือ Deductible ตั้งแต่ปีแรกที่ซื้อกรมธรรม์

“หากผู้เอาประกันเลือกรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรกเอง (Deductible) เช่น 10,000 – 50,000 บาท หรือเลือกเงื่อนไข Co-payment ตั้งแต่ปีแรก “เบี้ยประกันก็จะถูกลง” อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของบริษัทประกัน”คุณนุสรากล่าว และว่า

แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการผลักภาระ แต่คือการสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทประกันและผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการรักษาพยาบาลตามความจำเป็นจริงๆ (Medical Necessity)

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังรณรงค์ให้ผู้เอาประกันตระหนักถึงโรคที่ไม่รุนแรงหรือ Simple Disease โดยสนับสนุนให้ใช้ระบบ Telemedicine (การแพทย์ทางไกล) หรือการรับยาแล้วกลับไปพักผ่อนที่บ้าน แทนการนอนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น เพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่เรียกว่า “Fraud, Waste and Abuse” ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนประกันภัยในภาพรวม

โมเดลร่วมมือ 28 โรงพยาบาลรัฐ ทางเลือกใหม่ “พรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้”

นอกจากนี้จาการที่ได้มีการเซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างสมาคมประกันชีวิตไทยและกระทรวงสาธารณสุขไปก่อนหน้านี้นั้น เพื่อส่งเสริมการรักษาในเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐ 28 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในหัวเมืองหลัก

“คุณนุสรา” อธิบายว่า จุดเด่นของโรงพยาบาลรัฐคือการมี อัตราค่าบริการที่ชัดเจนและแน่นอน โจทย์สำคัญคือการร่วมกันพัฒนาคุณภาพและ “สปีด” ในการบริการ เช่น การจัดทำพรีเมียมคลินิก (Premium Clinic) เพื่อให้ผู้เอาประกันได้รับความสะดวก ไม่ต้องรอคิวนาน และมีห้องพักที่พร้อมรองรับ

เรากำลังศึกษาความเป็นไปได้ว่า หากผู้เอาประกันยินดีเลือกรับการรักษาเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากมาย เบี้ยประกันจะสามารถลดลงได้มากน้อยเพียงใด”

นายกสมาคมประกันชีวิตไทยย้ำว่า หากโมเดลนี้สำเร็จ จะกลายเป็นมิติใหม่ที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงความคุ้มครองสุขภาพได้กว้างขวางขึ้น แม้ในสภาวะที่ค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

สรุปภาพรวมปี 2566 และหมุดหมายปี 2569: ธุรกิจดาวรุ่งท่ามกลางความท้าทาย

แม้จะมีความท้าทายรอบด้าน แต่ในปี 2569 ธุรกิจประกันชีวิตยังคงเติบโตได้ตามที่สมาคมฯ คาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 2.5% – 3.5% โดยมองว่าประกันชีวิตยังคงเป็น “ธุรกิจดาวรุ่ง” ที่ติดอันดับ Top 10 เสมอ ปัจจัยหนุนสำคัญคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI และ Data Analytic ที่ช่วยให้กระบวนการดิจิทัล (E-Process) เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านภาษีจากภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม “คุณนุสรา” เน้นย้ำว่าภาคธุรกิจยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยลบ เช่น เศรษฐกิจชะลอตัว ทิศทางดอกเบี้ยที่ลดต่ำลง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)

เป้าหมายของเราคือการทำให้เบี้ยประกันชีวิตขยับเข้าสู่ 700,000 ล้านบาท หรือเติบโตสูงสุด 3.5% เพื่อผลักดันให้ภาพรวมของธุรกิจประกันภัยไทย (ชีวิตและวินาศภัย) แตะระดับ 1 ล้านล้านบาทตามเป้าหมายของ คปภ.” คุณนุสราระบุทิ้งท้ายถึงความมุ่งมั่นของอุตสาหกรรม

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....