จากเหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่มีศูนย์กลางใน “ประเทศพม่า” แต่ส่งผลกระทบเขย่ามาถึง “ประเทศไทย” สร้างความเสียหายในวงกว้าง โดยเฉพาะส่วน “ที่อยู่อาศัย” และ “อาคารชุด” แม้ความรุนแรงจะไม่เทียบเท่าภัยพิบัติครั้งใหญ่อย่างน้ำท่วมปี 2554 หรือสึนามิ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจมองข้ามได้!!
ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนจำนวนมากยื่น “เคลมสินไหมทดแทน” กับ “บริษัทประกันภัย” แต่ถึงวันนี้เป็นเวลาร่วม 3 เดือนการจ่ายเคลม “บางราย” มีความล่าช้า ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เป็นเหตุผลเบื้องหลังสถานการณ์นี้!!
ภาพรวมความเสียหายและการประเมินเบื้องต้น
ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยถึงการประเมินเบื้องต้นของภาคอุตสาหกรรมประกันภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่มีศูนย์กลางในประเทศพม่าแต่ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยว่า ความเสียหายโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 18,000 – 20,000 ล้านบาท ในพื้นที่ 18 จังหวัด
โดยความเสียหายส่วนใหญ่เป็นรายย่อยจำพวกที่อยู่อาศัย เช่น บ้านเรือน และอาคารชุด ในรูปแบบของรอยร้าว รอยทรุด และความเสียหายโครงสร้างอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของผู้พักอาศัย
เคลมทะลัก! บริษัทประกันภัยเร่งระดมสรรพกำลัง
หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ บริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยทั้งหมดได้รับแจ้งเคลมจำนวนประมาณ 120,000 เคลม โดยส่วนใหญ่เป็น “เคลมรายย่อย” จากเจ้าของบ้านและผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียม บริษัทประกันภัยชั้นนำ อาทิ บมจ.วิริยะประกันภัย บมจ.ทิพยประกันภัย บมจ.กรุงเทพประกันภัย บมจ. เมืองไทยประกันภัย บมจ.ชับบ์สามัคคีประกันภัย และบมจ.แอกซ่าประกันภัย ต่างเร่งดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสียหาย เพื่อให้สามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วที่สุด
แต่กระนั้นในกระบวนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนปัจจุบันล่วงเวลามาร่วม 3 เดือน ผู้เสียหายบางรายยังมีความล่าช้าในการเคลมสินไหมทดแทน เนื่องจากความ “ซับซ้อน” ในการ “ประเมิน” ความเสียหาย โดยเฉพาะในกรณีของ “อาคารชุด” ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ทั้ง “นิติบุคคลอาคารชุด” และ “ผู้พักอาศัย” และบริษัทประกันภัยหลายแห่งที่มีความคุ้มครองที่แตกต่างกัน
เจาะลึกความ “ซับซ้อน” การเคลม “คอนโดมิเนียม”
โดยเฉพาะความเสียหายใน “คอนโดมิเนียม” มีความซับซ้อนกว่า “บ้าน” ที่อยู่อาศัย เนื่องจากมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง และความคุ้มครองที่แตกต่างกันไป เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบ “กรมธรรม์ประกันภัย” ของ “นิติบุคคลอาคารชุด” ซึ่งโดยทั่วไปจะคุ้มครองตัวอาคารและทรัพย์สินส่วนกลาง แต่ในส่วนของ “ห้องชุดแต่ละห้อง” อาจมีความคุ้มครอง “เพิ่มเติม” ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์และความคุ้มครองที่ผู้พักอาศัยได้ซื้อเพิ่มเติม (บางคนซื้อต่างบริษัทประกันฯกับนิติฯ)
นอกจากนี้ กระบวนการเคลมยังต้องอาศัยความ “ร่วมมือ” จากหลายฝ่าย ทั้งผู้พักอาศัย นิติบุคคลอาคารชุด และบริษัทประกันภัย เพื่อให้การประเมินความเสียหายเป็นไปอย่าง “ถูกต้อง” และ “เป็นธรรม”
BKI ตั้งสำรอง 3 พันล้านบาท ดูแลลูกค้าจบสิงหาคมนี้
ในส่วนของ “กรุงเทพประกันภัย” นั้น “ดร.อภิสิทธิ์” กล่าวว่า บริษัทได้ตั้งสำรองค่าสินไหมทดแทนไว้ประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ บริษัทฯ ยืนยันว่าจะดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่และเร่งดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ล่าสุดจ่ายเคลมไปแล้วกว่า 40% หรือราว 9,000 เคลม จากจำนวนแจ้งเคลมทั้งสิ้นกว่า 19,000 เคลม
“เราเร่งมือการทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งตรวจสอบ ประเมินราคากลาง และเจรจา รวมถึงการหารือความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยอื่นในสมาคมประกันวินาศภัยเพื่อหาหนทางจัดราคากลางความเสียหายต่างๆ โดยส่วนบริษัทเราหวังว่าจะจ่ายเคลมที่เหลือแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2568 นี้” ผู้บริหารจากกรุงเทพประกันภัยกล่าว
เหตุใด ประกันฯ จึงจ่ายเคลมสินไหมแผ่นดินไหวล่าช้า?
อย่างไรก็ตามจากการได้รับฟังคำกล่าวอธิบายของ “ดร.อภิสิทธิ์” เพิ่มเติมสามารถวิเคราะห์สรุปถึง “สาเหตุ” ที่ “บริษัทประกันภัย” จ่ายเคลมสินไหมแผ่นดินไหวรอบประวัติศาสตร์ประเทศไทยล่าช้าได้ดังต่อไปนี้
- ความซับซ้อนในการประเมินความเสียหาย: การประเมินความเสียหายต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ และต้องพิจารณาหลายปัจจัย โดยเฉพาะความเสียหายในคอนโดมิเนียมที่มีความซับซ้อนกว่าบ้านเดี่ยว
- ความซับซ้อนของกรมธรรม์: กรมธรรม์แต่ละประเภทมีความคุ้มครองและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและตีความ
- การแบ่งส่วนความรับผิดชอบ: ในกรณีคอนโดมิเนียม อาจมีบริษัทประกันภัยหลายแห่งที่เกี่ยวข้อง (ประกันตึก, ประกันห้องชุด) ทำให้ต้องแบ่งส่วนความรับผิดชอบในการจ่ายค่าสินไหม (Subrogation)
- การตรวจสอบเอกสาร: บริษัทประกันภัยต้องตรวจสอบเอกสารและหลักฐานต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการจ่ายค่าสินไหมเป็นไปอย่างถูกต้อง (มีการพบข้อมูลการเคลมที่ตั้งราคาประเมินความเสียหายสูงกว่าความเป็นจริง)
- ปัญหาการเข้าสำรวจพื้นที่: ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ อาจมีปัญหาในการเข้าสำรวจพื้นที่เสียหาย โดยเฉพาะอาคารสูงหรือคอนโดมิเนียม
- การเจรจาต่อรอง: ในบางกรณี บริษัทประกันภัยอาจมีการเจรจาต่อรองกับผู้เคลมเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นธรรม ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลานานกว่าที่คาด
ส่วนความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ที่เป็นอาคารใหญ่อย่าง “อาคาร สตง.” (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) อยู่ที่ 1,061 ล้านบาทนั้น เป็นส่วนที่บริษัทประกันภัยรับผิดชอบประมาณ 800 ล้านบาท โดยกรุงเทพประกันภัยรับผิดชอบประมาณ 250 ล้านบาท ซึ่งการจ่ายสินไหมทดแทนกรณีรายนี้ต้องรอผลการ “สรุปคดีให้เป็นที่สิ้นสุด” ก่อน
และสาระสำคัญสุดท้ายก็คือ การรับประกันภัยของ “บริษัทประกันภัยไทย” ต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้รวมทั้งหมดประมาณ 18,000-20,000 ล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติได้มีการจัดสรรประกันภัยต่อ (Reinsurance) ไปถึง 95% ดังนั้นความเสียหายครั้งนี้ “ประกันภัยไทย” รวมทุกบริษัทจ่าย “สินไหมตรง” เพียงประมาณ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น!!
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com

