จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์หนักอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรม “ประกันวินาศภัยไทย” ในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการประกันภัยทางทะเลและการขนส่ง รวมถึงความผันผวนของต้นทุนพลังงานและการลงทุน ซึ่งอาจนำไปสู่การทบทวนเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจประกันภัยในปีนี้!!

วิกฤตสงครามดันเบี้ย “ประกันภัยทางทะเล” พุ่ง!!

“ดร.สมพร สืบถวิลกุล” นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) เปิดเผยว่า ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการประกันภัยทางทะเลและขนส่งสินค้า ซึ่งตามมาตรฐานกรมธรรม์ทั่วไปจะมีการยกเว้นความคุ้มครองภัยสงคราม (War Risk)

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเดินเรือและเจ้าของสินค้าสามารถขอซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ แต่ต้องยอมรับกับอัตราเบี้ยประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

โดยปัจจุบันพบว่าบริษัทรับประกันภัยต่อ (Reinsurance) ได้ปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยขึ้นประมาณ 0.5-1% ของมูลค่าสินค้าหรือตัวเรือ สำหรับการเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง

อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในภาพรวมยังไม่รุนแรงนัก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายในรูปแบบ FOB (Free On Board) ที่ภาระด้านประกันภัยเป็นของผู้ซื้อในต่างประเทศ

ราคาน้ำมันฉุดกำลังซื้อ-ดันตลาดรถยนต์ EV โต

“ดร.สมพร” กล่าวว่า สำหรับผลกระทบทางอ้อมที่สำคัญคือการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยสถานการณ์นี้ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายและทบทวนกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อลดต้นทุน โดยอาจมีการขอลดความคุ้มครองในบางส่วนลง

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นยังเร่งให้ยอดขายรถยนต์สันดาปภายในลดลงเร็วขึ้น และส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์มือสอง ในขณะที่ตลาดประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และนับเป็นความท้าทายด้านการลงทุนและเงินเฟ้อทางการแพทย์ นอกเหนือจากกำไรจากการรับประกันภัยแล้ว ธุรกิจประกันภัยยังเผชิญความเสี่ยงด้าน “กำไรจากการลงทุน” เนื่องจากความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์และราคาทองคำที่คาดเดาได้ยากในสภาวะสงคราม

อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่อง Medical Inflation หรือเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่าประชาชนจะตื่นตัวและหันมาซื้อประกันสุขภาพมากขึ้น แต่การทำกำไรจากการรับประกันภัยประเภทนี้ยังคงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของอุตสาหกรรม

เตรียมปรับลดเป้าประกันภัย-รับนโยบายชำระเบี้ยตรง

จากปัจจัยลบที่รุมเร้า สมาคมประกันวินาศภัยไทยเตรียมทบทวนประมาณการการเติบโตของธุรกิจประกันภัยปีนี้ที่เคยตั้งเป้าไว้ที่ 2.5-3.5% ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องปรับลดเป้าหมายลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569

สำหรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะนโยบายการให้ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยตรงไปยังบริษัทประกันภัยที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 นั้น “ดร.สมพร” มองว่าเป็นผลดีต่อภาพรวมอุตสาหกรรม เพราะจะช่วยแก้ปัญหาตัวแทนหรือนายหน้าไม่นำส่งเบี้ยประกันภัยแม้ตัวกลางอาจต้องปรับตัวเรื่องกระบวนการรับค่าคอมมิชชั่น แต่บริษัทประกันภัยได้มีการนำระบบ AI และดิจิทัลเข้ามาช่วย เพื่อให้การจ่ายผลตอบแทนคืนแก่ตัวแทนและนายหน้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด.-

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....