AM Best”ชี้  ต้นทุนพุ่งกัดกินกำไรประกันญี่ปุ่น ดิ้นหนีตาย ปรับพอร์ตสินค้า เจาะตลาดสูงวัย  แจง ดอกเบี้ยขาขึ้นหนุนผลตอบแทนลงทุน แต่เงินเฟ้อ-ค่าใช้จ่ายไอทีกดมาร์จิ้น  เดินหน้าลุยขยายต่างประเทศ แตกธุรกิจนอกไลน์ กระจายความเสี่ยง เพิ่มรายได้ ยืนยันแนวโน้มอุตสาหกรรมประกันชีวิตยัง “มีเสถียรภาพ”

เว็บไซต์ Insurance Asia  รายงานข่าวอุตสาหกรรมประกันชีวิตของญี่ปุ่นยังคงรักษาแนวโน้ม “มีเสถียรภาพ” (Stable) ได้ แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคและผลตอบแทนจากการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น

Charles Chiang นักวิเคราะห์การเงินอาวุโสบริษัท  AM Best  สถาบันจัดอันดับระดับโลก กล่าวว่า  เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ( International Monetary Fund :IMF)คาดการณ์  จีดีพีที่แท้จริง(Real GDP )จะขยายตัวราว 1.1%  และชะลอลงเหลือประมาณ 0.6% ในปี 2026

สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาขึ้นช่วยหนุนธุรกิจประกันชีวิต ผ่านการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนจากการลงทุน (Investment yields) และส่วนต่างผลตอบแทน ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้

อย่างไรก็ตาม ตลาดประกันชีวิตญี่ปุ่นยังคงอยู่ในภาวะ “อิ่มตัวสูง” และมีการเข้าถึงประกันในระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้เบี้ยประกันโดยรวมทรงตัว ขณะเดียวกัน โครงสร้างประชากรที่ “แก่ตัวลงและหดตัว” ยังคงเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตระยะยาว

ปรับพอร์ตสินค้า รับสังคมสูงวัย

ดังนั้น บริษัทประกันชีวิตจึงเร่งปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการใหม่ๆ เช่น ความต้องการ “ผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์” โดยเฉพาะกรมธรรม์สกุลเงินเยนเพิ่มขึ้น ตามทิศทางดอกเบี้ย ควบคู่กับการพัฒนา “ผลิตภัณฑ์คุ้มครอง” สำหรับผู้สูงอายุ เช่นประกันโรคสมองเสื่อม (Dementia) ประกันดูแลระยะยาว (Nursing care)และบริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร

นอกจากนี้ บริษัทประกันชีวิตต่าง ๆ ยังลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์( AI )เพื่อเสริมศักยภาพการขาย ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงาน

รายได้ลงทุน “ตัวหลักขับเคลื่อนกำไร”

Chiang  กล่าวว่า รายได้จากการลงทุนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อความสามารถทำกำไรของบริษัทประกันชีวิต  โดยผลตอบแทนตราสารหนี้ในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กรมธรรม์เก่าที่มีอัตราผลตอบแทนรับประกันสูงทยอยหมดอายุ ช่วยเพิ่มส่วนต่างกำไร

บริษัทประกันชีวิตยังมีการ “ปรับพอร์ตลงทุน” อย่างต่อเนื่อง เช่น ขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้ผลตอบแทนต่ำ โดยนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อาทิ พันธบัตรอายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนราว 2.5%–3%

ลดสัดส่วนหุ้นในประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทประกันชีวิตยังลดการลงทุนหุ้นในประเทศ และเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกรวมถึงตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อเพิ่มผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (risk-adjusted return)

อย่างไรก็ดี แม้รายได้ลงทุนดีขึ้น แต่ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นกลับเป็นแรงกดดันสำคัญ ขณะที่เงินเฟ้อกระชากค่าแรงเพิ่มขึ้น อีกทั้งบริษัทประกันยังมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีสูงขึ้นและภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) เพิ่มขึ้น

ลุยต่างประเทศ–แตกไลน์ธุรกิจ

นอกเหนือจากตลาดในประเทศแล้ว   บริษัทประกันชีวิตของญี่ปุ่นยังเดินหน้าขยายธุรกิจไปต่างประเทศต่อเนื่อง รวมถึงธุรกิจที่ไม่ใช่ประกัน (Non-Insurance Businesses)   เช่น บริการด้านสุขภาพ , สวัสดิการองค์กร (Corporate Benefits) โดยตลอดปีที่ผ่านมา มีดีลการลงทุนเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค เช่น อเมริกาเหนือ ,ออสเตรเลีย และเอเชียใต้ เพื่อกระจายแหล่งรายได้

ด้านกฎระเบียบ ปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลคือ  Financial Services Agency (FSA) เตรียมใช้กฎระเบียบใหม่ “กรอบเงินกองทุนแบบมูลค่าทางเศรษฐกิจ” (Economic Value-Based) หรือ “Japan Insurance Capital Standard” ตั้งแต่ปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2026 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี  อุตสาหกรรมประกันชีวิตมีความพร้อมสูงในการรองรับกฎระเบียบใหม่ดังกล่าว  โดยบริษัทประกันชีวิตขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Solvency Ratio) ภายในสูงกว่า 200% เทียบกับเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 100%

แนวโน้ม “เสถียร” ระยะ 12 เดือน

AM Best ประเมินว่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ เบี้ยประกันมีเสถียรภาพ, ผลตอบแทนลงทุนดีขึ้น ,การกระจายธุรกิจและการเปลี่ยนผ่านกฎระเบียบอย่างราบรื่น จะช่วยให้แนวโน้มอุตสาหกรรมประกันชีวิตญี่ปุ่นยังคง “มีเสถียรภาพ” ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แม้แรงกดดันด้านต้นทุนยังคงอยู่ก็ตาม

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....