สงครามตะวันออกกลางกดดันตลาดประกันการบิน โดยเฉพาะความคุ้มครองความเสียหายตัวเครื่องบินจากสงคราม( Hull War)  ความรับผิดต่อผู้โดยสารและบุคคลภายนอก ค่ายประกัน/ประกันต่อในสิงคโปร์เร่งบริหารความเสี่ยง ขณะตลาดประกันต่อโลกเริ่มตึงตัว ส่งสัญญาณเบี้ยประกันสงครามมีแนวโน้มปรับขึ้น เงื่อนไขอาจเข้มงวดขึ้น

เว็บไซต์ AsiaInsuranceReview  รายงานข่าวว่า  ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็น จุดกดดันสำคัญของตลาดประกันภัยการบิน (Aviation Insurance) โดยบริษัทประกันภัยและบริษัทรับประกันภัยต่อด้านการบินที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์จำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้านความคุ้มครองอย่างรอบคอบมากขึ้น

Tristan Thompson หุ้นส่วนด้านประกันภัยการบินบริษัทกฎหมาย Kennedys ซึ่งเป็นบริษัทระดับโลกด้านการดำเนินคดีและการระงับข้อพิพาท ให้ความเห็นกับ AsiaInsuranceReview ว่า ผู้รับประกันภัยจำเป็นต้องควบคุมความเสี่ยงในความคุ้มครองหลัก ได้แก่ ความคุ้มครองความเสียหายตัวเครื่องบินจากสงคราม (Hull War) ความรับผิดต่อผู้โดยสาร (Passenger Liability) ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third-party liability)เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ตลาดประกันภัยการบินที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากสงครามยังคงต้องรับมือกับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย ยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 อยู่ ซึ่งสร้างความเสียหายและข้อพิพาทด้านประกันภัยจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเกิดสงครามใหม่ขึ้นในตะวันออกกลาง จึงยิ่งซ้ำเติมความตึงตัวของตลาด โดยในระยะสั้นอาจเห็นผลกระทบ เช่น การยกเลิกกรมธรรม์บางส่วน การทบทวนหรือปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัย  การประเมินความเสี่ยงใหม่ของเครื่องบินที่บินในหรือใกล้พื้นที่ขัดแย้ง

ท้ายที่สุด ผู้รับประกันภัยและบริษัทรับประกันภัยต่อจะต้องทบทวนการสะสมความเสี่ยง (risk accumulation) ของเครื่องบินที่บินในพื้นที่เสี่ยงสงคราม

สำหรับบริษัทประกันภัยและบริษัทรับประกันภัยต่อการบินในสิงคโปร์ หากตลาดรับประกันภัยต่อการบินโลกมีข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการรับประกันภัย (capacity constraints) อาจส่งผลต่อการต่ออายุสัญญาในประเทศด้วยโดยแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ เบี้ยประกันภัยสงครามปรับสูงขึ้น เงื่อนไขกรมธรรม์เข้มงวดขึ้น เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยังเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในอุตสาหกรรมการบิน เช่น สายการบิน   ผู้ให้บริการสนามบิน  บริษัทเช่าเครื่องบิน (Lessors) ผู้โดยสาร  บริษัทประกันภัย  แม้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยการเดินทาง(TA) ทั่วไปมักไม่คุ้มครองความเสียหายจากสงครามโดยตรง แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเที่ยวบินล่าช้า (delay claims) การเรียกร้องจากธุรกิจหยุดชะงัก (business interruption) ของผู้ประกอบการ

Thompson กล่าวว่า  ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และโลกที่แตกเป็นหลายขั้ว เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของตลาดประกันภัยในปี 2026

“ผมไม่คิดว่าสถานการณ์จะรุนแรงขึ้นเร็วขนาดนี้ในช่วงต้นปี 2026 แม้สงครามกับอิหร่านจะยังเป็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่มีแนวโน้มจะเร่งให้ตลาดประกันภัยสงครามการบินเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้น ทั้งในด้านราคา ความสามารถในการรับความเสี่ยงภัยและเงื่อนไขกรมธรรม์”

ในฐานะ “ศูนย์กลางประกันภัยและรับประกันภัยต่อ”ของภูมิภาคเอเชีย สิงคโปร์มีแนวโน้มได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการปรับราคาในตลาดรับประกันภัยต่อโลก โดยบริษัทประกันภัยในสิงคโปร์จำนวนมากพึ่งพาการประกันภัยต่อจากต่างประเทศสำหรับความคุ้มครอง เช่น ประกันภัยทางทะเล (Marine) ประกันภัยการบิน (Aviation) ประกันภัยเฉพาะทาง (Specialty lines)

หากบริษัทรับประกันภัยต่อระดับโลกมีท่าทีเข้มงวดขึ้นต่อความเสี่ยงสงครามและภูมิรัฐศาสตร์  ก็มีแนวโน้มทำให้ต้นทุนการประกันภัยต่อเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันภัยโดยตรง

สำหรับสิงคโปร์ ความเสี่ยงหลักจากสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านจะอยู่ในธุรกิจประกันภัยทางทะเล (Marine Insurance) ประกันภัยการบิน (Aviation Insurance) ซึ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ เบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามสูงขึ้นเงื่อนไขการรับประกันภัยเข้มงวดขึ้น ความสามารถรับความเสี่ยงของตลาดลดลง

อย่างไรก็ตาม ระดับผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงคราม  การขยายตัวของพื้นที่ความขัดแย้ง  ความสามารถในการเปิดใช้เส้นทางเดินเรือและเส้นทางบินหลัก   หากเส้นทางสำคัญยังเปิดใช้งานและสามารถทำประกันภัยได้ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประกันภัยอาจถูกจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....