S&P เตือนความขัดแย้งตะวันออกกลาง กระทบแบงก์ในเอเชีย-แปซิฟิก อาจดันหนี้เสียธนาคารเอเชียพุ่ง 25% หากช่องแคบฮอร์มุซไม่กลับมาเปิดภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้  จีนรับแรงกระแทกสูงสุด ขณะเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย เสี่ยงเผชิญแรงกดดันสูงเมื่อเทียบกับขนาดพอร์ตสินเชื่อ

เว็บไซต์ Insurance Asia  รายงานข่าวสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก S&P Global Ratings เปิดเผยรายงาน “APAC Financial Institutions 2Q 2026 Monitor: War, Nonbank Finance, And AI Are On The Radar” โดยระบุว่า ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้กลายเป็น “ความเสี่ยงด้านเครดิตหลัก” ของสถาบันการเงินทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) ในเวลานี้

รายงานระบุว่า แม้ผลกระทบในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อออกไป จะสร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคธนาคารและสถาบันการเงินในภูมิภาค

ภายใต้สมมุติฐานเชิงลบ (Downside Scenario) ที่สงครามยืดเยื้อและสถานการณ์ตึงเครียดลุกลาม ความสูญเสียด้านเครดิต (Credit Losses) ของธนาคารในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อาจเพิ่มขึ้นถึง 25% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายเพิ่มเติมอีกราว 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จีนถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากขนาดระบบธนาคารและเศรษฐกิจที่ใหญ่ โดยคิดเป็นความสูญเสียประมาณ 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากยอดรวมดังกล่าว ขณะที่ประเทศอื่น ๆ อย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย แม้มูลค่าความเสียหายอาจไม่สูงเท่าจีน แต่หากเทียบกับขนาดพอร์ตสินเชื่อรวมของระบบธนาคารในประเทศ จะถือว่าได้รับผลกระทบในระดับรุนแรงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม S&P มองว่า ระบบธนาคารในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงมี “ภูมิคุ้มกัน” ที่แข็งแกร่ง โดยธนาคารส่วนใหญ่ยังมีเงินกองทุนและกันสำรองเพียงพอที่จะรองรับแรงกระแทกจากวิกฤติได้ ภายใต้ระดับอันดับความน่าเชื่อถือปัจจุบัน

Gavin Gunning หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภาคการเงินเอเชีย-แปซิฟิกของ S&P กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยจำกัดความเสียหาย คือ การที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 หากเส้นทางเดินเรือสำคัญดังกล่าวยังคงถูกปิดกั้นหรือเผชิญความเสี่ยงต่อเนื่อง อาจกระทบต่อการขนส่งพลังงานโลก ต้นทุนทางเศรษฐกิจและคุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารในวงกว้าง

รายงานยังระบุว่า แม้ระบบธนาคารยังเป็นแหล่งเงินทุนหลักของเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก แต่ความกังวลเกี่ยวกับ “Fund Finance” หรือการปล่อยกู้ที่เชื่อมโยงกับกองทุนลงทุน โดยเฉพาะในภาคซอฟต์แวร์ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตา

นอกจากนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่ออันดับเครดิตของสถาบันการเงินในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า

S&P มองว่า ธนาคารขนาดใหญ่และมีความสำคัญเชิงระบบ (Systemically Important Banks) จะได้เปรียบจากงบลงทุนด้านเทคโนโลยีมหาศาล สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้

ในทางกลับกัน ผู้ให้บริการทางการเงินรายเล็กอาจเผชิญผลกระทบที่ “ไม่เท่าเทียม” เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบลงทุน เทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....