จับตา!ผลกระทบสงคราม  หวนกลับไปใช้ถ่านหิน จะยิ่งเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงาน ZCA ชี้สงครามบีบหลายประเทศในอาเซียนเพิ่มการพึ่งพาถ่านหิน แต่กลับยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านราคาและต้นทุน ขณะที่พลังงานหมุนเวียนเริ่มคุ้มค่ากว่าและมั่นคงกว่าในระยะยาว

เว็บไซต์ AsiaInsuranceReview รายงานข่าวว่า แรงกระแทกด้านอุปทานน้ำมันและก๊าซจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เร่งเพิ่มปริมาณสำรองถ่านหิน อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับล่าสุดระบุว่า การหันกลับไปพึ่งพาถ่านหินของภูมิภาคนี้ มีแนวโน้มจะทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น มากกว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่าย

รายงานหัวข้อ “Economics of coal versus renewables in Southeast Asia’s energy crisis:เศรษฐศาสตร์ของการใช้ถ่านหินเทียบกับพลังงานหมุนเวียนในวิกฤติพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ” ซึ่งจัดทำโดย Zero Carbon Analytics (ZCA) บริษัทวิจัยและวิเคราะห์ด้านการลดคาร์บอน ระบุว่า การหวนกลับไปใช้ถ่านหินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  อาจกลายเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงที่สุด

ZCA ชี้ว่า  “การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดการเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากก๊าซไปเป็นถ่านหินในหลายประเทศของภูมิภาคในระยะสั้น อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านลักษณะนี้กลับกำลังผลักดันให้ราคาถ่านหินสูงขึ้น และทำให้ประเทศในอาเซียนยังคงเผชิญกับความผันผวนแบบเดียวกับที่พยายามหลีกเลี่ยง ขณะที่พลังงานหมุนเวียนเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมีความมั่นคงมากกว่า ท่ามกลางแรงกระแทกจากตลาดพลังงานโลก”

รายงานยังระบุอีกว่า “นับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026  ราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนจากก๊าซไปสู่ถ่านหินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ดัชนีอ้างอิงราคาถ่านหินในเอเชียเพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากระดับก่อนสงคราม และสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตลาดถ่านหิน ก๊าซ และน้ำมัน”

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ กำลังก่อให้เกิดคำถามเร่งด่วนต่อความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการรับภาระต้นทุนพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว

Amy Kong  นักวิจัยด้านน้ำมันและก๊าซของ ZCA และผู้เขียนรายงาน กล่าวว่า“การเปลี่ยนเชื้อเพลิงอาจช่วยบรรเทาแรงกดดันได้ในระยะสั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับทำให้ประเทศต่าง ๆ ติดอยู่กับต้นทุนที่สูงขึ้น และเผชิญความเสี่ยงจากแรงกระแทกราคาในตลาดโลกมากกว่าเดิม”

เธอกล่าวว่า นับตั้งแต่วิกฤติเริ่มต้นขึ้น ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเอเชียพุ่งขึ้นเกือบ 70% ขณะที่ราคาถ่านหินก็ปรับตัวขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนคล้ายกับวิกฤติก๊าซโลกในปี 2022 ที่ทำให้ราคาถ่านหินทะยานสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์

ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประเภทมีความเชื่อมโยงกัน และการโยกจากเชื้อเพลิงหนึ่งไปสู่อีกเชื้อเพลิงหนึ่ง ไม่ได้ช่วยปกป้องเศรษฐกิจจากแรงกระแทกด้านราคาอย่างแท้จริง

เธอย้ำว่า “เมื่อคำนึงถึงต้นทุนทั้งหมดของถ่านหินแล้ว เหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนนั้นชัดเจนอย่างมาก”

ชี้พลังงานหมุนเวียน

รับมือความผันผวนได้ดีกว่า

ในทางกลับกัน พลังงานหมุนเวียนกำลังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนมากกว่า และรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า โดยพลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนต่ำกว่าถ่านหินใน 7 ประเทศจาก 10 ประเทศอาเซียน รวมถึง สิงคโปร์ เวียดนาม และฟิลิปปินส์  อีกทั้งยังไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

แม้ในบางประเทศที่ถ่านหินดูเหมือนจะมีต้นทุนต่ำกว่า เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่รายงานชี้ว่า ต้นทุนดังกล่าวถูกบิดเบือนจากมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ ซึ่งปกปิดต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ ผลกระทบต่อสุขภาพ และความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในระยะข้างหน้า รายงานพบว่า หากอาเซียนเปลี่ยนแผนจากการสร้างกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซที่วางไว้ 45 กิกะวัตต์ (GW) ไปสู่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ จะสามารถช่วยประหยัดต้นทุนได้ราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 แต่หากเลือกทดแทนการขยายกำลังผลิตก๊าซด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ กลับจะเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงที่สุด

บทวิเคราะห์สรุปว่า วิกฤติพลังงานครั้งใหญ่ครั้งที่สองในรอบ 5 ปีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง โดยการเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศในภูมิภาค จะเป็นเส้นทางที่ยั่งยืนกว่าในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....