แรงกดดันกฎระเบียบพุ่ง! กระทบธุรกิจประกัน”กลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง”เอเชียรับมือหนัก เหตุกฎ AML เข้ม–เปิดเผยเจ้าของทรัพย์สิน ฉุดกระบวนการขายกรมธรรม์มูลค่าสูงชะลอตัว

 เว็บไซต์ Insurance Asia รายงานข่าวว่า บริษัทประกันภัยที่ให้บริการกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งในเอเชียกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการดำเนินงานและกฎระเบียบ เนื่องจากการโอนย้ายความมั่งคั่งข้ามประเทศถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น

นักวิเคราะห์ระบุว่า กฎเกณฑ์ด้านการป้องกันการฟอกเงิน (Anti-Money Laundering: AML) ที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงข้อกำหนดในการเปิดเผย “เจ้าของที่แท้จริงของทรัพย์สิน” (beneficial ownership) ส่งผลให้ระยะเวลาในการรับลูกค้าใหม่ (onboarding) ยาวนานขึ้น และทำให้การออกกรมธรรม์ที่มีเบี้ยประกันสูงมีความซับซ้อนมากขึ้น

Katherine Ho กรรมการผู้จัดการประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริษัท Lioner International Consultancy Pte. Ltd. กล่าวว่า ครอบครัวที่มีทรัพย์สินและธุรกิจกระจายอยู่ทั่วสิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย มีแนวโน้มเลือกโครงสร้างการลงทุนที่เอื้อต่อ “ความคล่องตัวของเงินทุนและการกระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์”

ในเดือนกรกฎาคม ปี 2568 ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) ได้สั่งปรับสถาบันการเงิน 9 แห่ง เป็นเงินรวม 21.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 27.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ) (1 ดอลลาร์สิงคโปร์ประมาณ 25บาท ) จากกรณีละเมิดที่เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(3,300 ดอลลาร์สิงคโปร์)

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลประกันภัยของฮ่องกง (Insurance Authority) ได้ตำหนิและสั่งปรับนายหน้าประกันภัย 3 ราย รวมเป็นเงิน 55,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 429,000 ดอลลาร์ฮ่องกง) (1 ดอลลาร์ฮ่องกง ประมาณ4บาท) จากการไม่ตรวจสอบลูกค้าอย่างเหมาะสม และไม่ติดตามกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงทางการเมือง (Politically Exposed Persons: PEPs)

สำหรับบริษัทประกันภัยที่ออกกรมธรรม์มูลค่าสูง กฎระเบียบเหล่านี้ทำให้ต้องจัดเตรียมเอกสารจำนวนมากและเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบ ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น และกระบวนการออกกรมธรรม์ล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีโครงสร้างเฉพาะทางยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบ Private Placement Life Insurance (PPLI) ซึ่งใช้บริหารทรัพย์สินในต่างประเทศและวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่น ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยกรมธรรม์ประเภทนี้มักมีเบี้ยประกันมูลค่าสูง และออกแบบเฉพาะสำหรับครอบครัวที่มีทรัพย์สินข้ามแดนแดนที่ซับซ้อน

ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบดั้งเดิมก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่  เช่น ประกันชีวิตแบบ Indexed Universal Life (IUL) แผนประกันสะสมทรัพย์ (Savings plan) ซึ่งถูกใช้เพื่อกระจายการลงทุน  สะสมมูลค่าเงินสดและวางแผนส่งต่อมรดก

Lioner  รายงานว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา  ยอดขายแบบประกัน PPLI ของบริษัทฯเติบโตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 จากความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น  โดยในพอร์ตของบริษัทฯ การเติบโตหลักยังคงมาจากแบบประกัน IUL และประกันสะสมทรัพย์ โดยในปี 2568 แบบประกัน IUL เติบโต 35%  ส่วนประกันสะสมทรัพย์เติบโตถึง 221% โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยให้ครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูง (Ultra-High-Net-Worth: UHNW) สามารถกระจายสินทรัพย์  สะสมมูลค่าเงินสด ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องและวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งข้ามรุ่นได้

Ho กล่าวว่า ปัจจุบันแผนประกันสะสมทรัพย์มีเบี้ยประกันเฉลี่ยสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกรมธรรม์

Martin Wong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคบริษัท  Grandtag Financial Consultancy (Singapore) Pte. Ltd. ให้ความเห็นว่า  ตลาด IUL ในเอเชีย “เติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว” จากการที่ลูกค้าและที่ปรึกษามีความเข้าใจผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มากขึ้น ขณะที่ดัชนีแบบควบคุมความผันผวน (volatility-controlled indexes) ยังช่วยปรับปรุงอัตราส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน (premium-to-sum-assured ratio) ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การวางแผนสืบทอดทรัพย์สิน (succession planning) ยังคงเป็นจุดอ่อนของหลายครอบครัว โดยผลสำรวจของ Schroders Wealth Management พบว่า แม้ 70% ของครอบครัวมีการพูดคุยเรื่องการส่งต่อความมั่งคั่ง แต่มีเพียง 23%–30% เท่านั้นที่มีแผนอย่างเป็นทางการ

ช่องว่างดังกล่าวเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว  ภาระด้านเอกสารและการบริหาร

ความซับซ้อนของทรัพย์สินข้ามประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่บุตรหลานไปศึกษาหรือพำนักในต่างประเทศ

Wong กล่าวเพิ่มเติมว่า “โซลูชันที่บริษัทฯนำเสนอ มุ่งแก้ปัญหาช่องว่างด้านสภาพคล่อง (liquidity gap) และภาระภาษีมรดกผ่านแผนประกันขนาดใหญ่ (jumbo plans)”

ที่ปรึกษาทางการเงินหลายรายระบุตรงกันว่า   ปัจจุบัน การพูดคุยเรื่องการวางแผนมรดกมีความเป็นระบบมากขึ้น โดยครอบครัวเริ่มจัดทำแผนอย่างจริงจัง และทบทวนข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในหลายประเทศอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม การผสมผสานระหว่างการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น ข้อกำหนดการรายงานข้ามประเทศ

และความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีเบี้ยประกันสูงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันด้านการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 Wong กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในหลายกรณี แม้ครอบครัวจะสร้างธุรกิจมาหลายปี แต่สุดท้ายสามารถมีผู้สืบทอดหลักเพียงคนเดียว ทำให้สมาชิกคนอื่นได้รับส่วนแบ่งน้อยกว่า จึงเกิดคำถามสำคัญว่า “จะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลในการแบ่งทรัพย์สิน”

ทั้งนี้ การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอาจนำไปสู่ค่าปรับจำนวนมาก และความเสียหายด้านชื่อเสียง ขณะที่การบริหารกรมธรรม์ประกันภัยที่ซับซ้อนก็ต้องใช้ทรัพยากรด้านการบริหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....