วิกฤติตะวันออกกลางเขย่าโลจิสติกส์ “ Coface “ เผย“อาร์กติก”เส้นทางเรือใหม่ผุด แต่ยังไม่ใช่คำตอบการค้าโลก ชี้ลดระยะทางได้จริง แต่ติดข้อจำกัดต้นทุนและฤดูกาล  เหมาะสินค้าพลังงาน–โภคภัณฑ์ มากกว่าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ”รัสเซีย–จีน–สหรัฐฯ “ชิงคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ใหม่

            เว็บไซต์ AsiaInsuranceReview รายงานข่าวสถาณการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบการขนส่งและการค้าโลก ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองหาเส้นทางเดินเรือทางเลือกมากขึ้น รวมถึง “เส้นทางอาร์กติก (Arctic corridor)”

รายงานฉบับใหม่ของ Coface บริษัทบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อการค้าระดับโลก ระบุว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้การเดินเรือในเขตอาร์กติกทำได้ง่ายขึ้น แต่ศักยภาพเชิงพาณิชย์ยังคงจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นทางนี้ยังไม่ใช่ทางเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์  กระนั้นก็สามารถสร้างประโยชน์ได้ในสินค้าบางประเภท  เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซ และสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะการส่งออกจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปเหนือไปยังเอเชีย

เส้นทางสั้นลง

แต่ระบบโลกยังเปราะบาง

การขนส่งทางทะเลคิดเป็นมากกว่า 80% ของการค้าโลก โดยกระจุกตัวอยู่ใน 3 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชียตะวันออก

ยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งโครงสร้างที่พึ่งพา “เส้นทางยุทธศาสตร์ไม่กี่จุด” ทำให้ระบบการค้าโลกมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

                เหตุการณ์ล่าสุด อาทิ  ความไม่สงบในทะเลแดง  ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ  นโยบายการค้าระหว่างประเทศ (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) ยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงดังกล่าว  ในบริบทนี้ เส้นทางอาร์กติกถูกมองเป็น “ทางเลือกเชิงทฤษฎี” ที่สามารถลดระยะทางได้สูงสุด 40% ระหว่างเอเชีย-ยุโรปเหนือ และลดได้ราว 20% ระหว่างเอเชีย-ชายฝั่งตะวันออกของอเมริกาเหนือ แต่คำถามสำคัญคือ “คุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่”

มีศักยภาพจริง

แต่เหมาะกับ “สินค้าเทกอง”

Coface ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยเปรียบเทียบต้นทุนต่อหน่วยระหว่างเส้นทางอาร์กติก และเส้นทางเดินเรือปกติคือเอเชีย-ยุโรปเหนือและเอเชีย-อเมริกาเหนือ  ครอบคลุม 3 ประเภทเรือหลัก ได้แก่ เรือบรรทุกน้ำมัน (Tankers) เรือสินค้าเทกอง (Bulk carriers) และเรือคอนเทนเนอร์

ผลลัพธ์สำคัญ คือเส้นทางอาร์กติกเหมาะกับการขนส่ง “วัตถุดิบ” เป็นหลัก โดยเฉพาะสินค้าเหลว (น้ำมันดิบ ดีเซล เมทานอล หรือLNG) สามารถลดต้นทุนได้ถึง 45%–50% ขณะที่สินค้าเทกองแห้ง (ธัญพืช แร่ วัสดุก่อสร้าง) อาจจะเริ่มแข่งขันได้ หากไม่ต้องใช้เรือตัดน้ำแข็ง

แต่ “ตู้คอนเทนเนอร์” ยังไม่คุ้มค่า แม้ระยะทางสั้นลง แต่ติดข้อจำกัด เช่น เงื่อนไขการเดินเรือที่ซับซ้อน,ขนาดเรือจำกัด,ต้นทุนเฉพาะของการเดินเรือในเขตน้ำแข็ง ทำให้ยังไม่สามารถแข่งขันกับ “Economies of Scale” ของเส้นทางเดิมได้

ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าธุรกิจ

แม้เส้นทางอาร์กติกจะมีข้อได้เปรียบด้านระยะทาง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ฤดูกาลเดินเรือจำกัด,สภาพน้ำแข็งไม่แน่นอน ต้องพึ่งเรือตัดน้ำแข็ง ทำให้พื้นที่อาร์กติกกลายเป็น “สนามแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์”

ปัจจุบัน เส้นทางเดินเรือทะเลเหนือ (Northern Sea Route ) ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่จีนได้เพิ่มบทบาทและขีดความสามารถในขั้วโลก  ส่วนสหรัฐอเมริกาได้เร่งขยายอิทธิพลในภูมิภาค  ดังนั้น การพัฒนาเส้นทางนี้ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนโลจิสติกส์ แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตย ,การควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน ,การเข้าถึงทรัพยากรและสมดุลอำนาจโลก

มูลค่าระยะสั้น = “การเมือง”

มากกว่า “การค้า”

ในระยะสั้น เส้นทางอาร์กติกมีคุณค่าในเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าพาณิชย์ และจนกว่าการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จะคุ้มค่าในระดับอุตสาหกรรม เส้นทางนี้ยังไม่น่าจะเปลี่ยนสมดุลการค้าโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

“เส้นทางเดินเรืออาร์กติกได้รับความสนใจเพราะช่วยลดระยะทาง แต่ในเชิงพาณิชย์ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า ยังมีข้อจำกัด และจะเน้นไปที่การขนส่งวัตถุดิบเป็นหลัก” Eve Barré, Sector Economist, Coface กล่าวสรุป

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....