“Marsh” และ” Aon “ ชี้ แม้ตลาดประกันโครงการก่อสร้างในเอเชียเริ่มแข่งขันรุนแรง ค่าเบี้ยลดลงต่อเนื่อง แต่สงครามตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันใหม่ ทั้งราคาพลังงาน ซัพพลายเชน และต้นทุนขนส่ง เสี่ยงพลิก ตลาดกลับสู่ภาวะเบี้ยแพงอีกครั้งในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027
เว็บไซต์ Insurance Asia รายงานข่าวขณะที่ตลาดประกันภัยโครงการก่อสร้างในเอเชียกำลังเข้าสู่ช่วง “ผู้ซื้อได้เปรียบ” หลังการแข่งขันของบริษัทประกันภัยรุนแรงขึ้นและราคาเบี้ยประกันเริ่มปรับลดลง แต่สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่อาจทำให้ต้นทุนประกันภัยกลับมาพุ่งสูงอีกครั้งในช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027
Chris Bickerstaff หัวหน้าฝ่ายประกันภัยก่อสร้างประจำเอเชียบริษัท Marsh LLC เปิดเผยกับ Insurance Asia ว่า “แม้ตลาดจะเริ่มดีขึ้นสำหรับผู้ซื้อประกันภัย แต่ระดับการแข่งขันยังไม่รุนแรงเท่ากับตลาดประกันทรัพย์สินหรือประกันพลังงานบางประเภทที่ราคาเบี้ยปรับลดลงอย่างหนัก”
ความต้องการรับประกันภัยและความสามารถในการรับประกันภัย (Underwriting Capacity) ของบริษัทประกันภัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดปี 2025 แต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และทำให้บางโครงการชะลอการลงทุนออกไป
“ตลาดประกันก่อสร้างยังเป็นตลาดเฉพาะทาง มีผู้รับประกันชั้นนำไม่มาก และบริษัทประกันยังคงควบคุมวินัยการรับประกันอย่างเข้มงวด ขณะที่ความคุ้มครองเริ่มขยายกว้างขึ้น หลังบริษัทประกันแข่งขันกันแย่งลูกค้าในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วเอเชีย
เขากล่าวเพิ่มว่า “สำหรับทั้งบริษัทประกันภัยและโบรกเกอร์ การประกันก่อสร้างถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ เราเห็นการลงทุนจำนวนมากในโครงการก่อสร้าง เห็นหลายบริษัทลงทุนขยายทีมงานด้านการก่อสร้าง หรือกลับเข้าสู่ตลาดนี้อีกครั้งหลังเคยถอนตัวออกไปในช่วงตลาดแข็งตัว( Hard Market )หรือค่าเบี้ยประกันปรับเพิ่มขึ้น”
ข้อมูลจาก Research and Markets Ltd. คาดว่า ตลาดประกันภัยโครงการก่อสร้างทั่วโลกจะเติบโตจากที่มีเบี้ยประกัน 8.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็น 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และแตะระดับ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
อย่างไรก็ตาม สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มเปลี่ยนโครงสร้างความเสี่ยงของธุรกิจก่อสร้างทั่วโลกแล้ว
Vincent Banton หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานประจำเอเชียบมจ.เอออน( Aon Plc) กล่าวว่า แม้โครงการส่วนใหญ่ในเอเชีย-แปซิฟิกจะอยู่ห่างจากพื้นที่สงคราม แต่ตลาดก่อสร้างในภูมิภาคยังได้รับผลกระทบทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ ความผันผวนของราคาพลังงาน, ปัญหาการขนส่ง,ความล่าช้าด้านโลจิสติกส์ และความไม่แน่นอนในการดำเนินโครงการ กำลังถูกนำมาคำนวณเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ในธุรกิจก่อสร้าง
หนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซ LNG หลักของเอเชีย โดยรายงานของ Oliver Wyman เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นราว 25% ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่ราคาก๊าซยุโรปเพิ่มขึ้น 56% และราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งขึ้นถึง 58%
นอกจากนี้ บริษัทเดินเรือรายใหญ่อย่าง A.P. Moller – Maersk A/S ยังต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งระหว่างเอเชียกับยุโรปยาวนานขึ้นถึง 15 วัน
Bickerstaff เตือนว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ลึกลงไปในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพราะผู้รับเหมาหลายรายแทบไม่เห็นความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ลำดับรองและลำดับสาม
“ลูกค้าหลายรายเหมือนถูกสร้างภาพว่ามีทางเลือกด้านซัพพลายเชน ทั้งที่จริงอาจพึ่งพาแหล่งที่มีความเสี่ยงเดียวกัน” เขากล่าว
ทั้งนี้ Marsh ใช้แพลตฟอร์มวิเคราะห์ซัพพลายเชนชื่อ “Marsh Sentrisk” เพื่อตรวจสอบเครือข่ายซัพพลายเออร์ และพบว่า ลูกค้ารายหนึ่งมีซัพพลายเชนถึง 86% ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เสี่ยงความขัดแย้ง
ด้าน Banton จากเอออน กล่าวเพิ่มเติมว่า แรงกดดันทางการเงินที่เกิดขึ้นลึกลงไปในห่วงโซ่อุปทาน อาจทำให้ผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์จำนวนมากเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านคู่ค้าเพิ่มขึ้น ,แรงงานขาดแคลน และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในเอเชียล่าช้ามากขึ้นในระยะต่อไป
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com

