สงครามตะวันออกกลางปะทุเดือด! สะเทือนเศรษฐกิจอินเดีย ประกันภัย–พลังงาน–การบิน เสี่ยงต้นทุนพุ่ง เบี้ยสงครามอาจเพิ่ม 50% ความคุ้มครองหด

เว็บไซต์ AsiaInsuranceReview วิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และการตอบโต้ของอิหร่านต่อประเทศพันธมิตรสหรัฐฯหลายประเทศรวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย กำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพรวมตลาดประกันภัยโลก และมีแนวโน้มว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบโดยตรงต่ออินเดียจะเกิดขึ้นในด้านการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ , การประกันภัยสินค้าทางทะเล (Marine Cargo) ,ประกันภัยตัวเรือ (Hull) ,ประกันภัยการบิน (Aaviation) รวมถึงความคุ้มครองที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันภัยความรับผิด (Liability) ประกันภัยการเดินทาง(TA) และประกันภัยการยกเลิกกิจกรรม (Event Cancellation)

ขณะนี้อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ต่อการเดินเรือ ขณะที่น่านฟ้าและสนามบินหลายแห่งในภูมิภาค ซึ่งบางแห่งถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่าน ได้ปิดให้บริการ ส่งผลให้สายการบินจำนวนมากยกเลิกเที่ยวบิน

ภาคพลังงานเผชิญแรงกระแทกหนัก

ตามข้อมูลจาก Kpler ผู้ให้บริการข้อมูลและโซลูชันด้านการเดินเรือระดับโลกชี้ว่า  ในช่วงที่ผ่านมา อินเดียได้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากประเทศตะวันออกกลางมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มสูงขึ้น

ในปีงบประมาณ 2024-25 ประมาณ 50% ของการนำเข้าน้ำมันดิบของอินเดีย และ 54% ของการนำเข้า LNG ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

Hari Radhakrishnan ผู้อำนวยการภูมิภาคบริษัท  First Policy Insurance Brokers ให้สัมภาษณ์กับ Asia Insurance Review ว่า “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย มีแนวโน้มทำให้ความคุ้มครองภัยสงคราม (War Risk Cover) ถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิง โดยปกติการแจ้งยกเลิกความคุ้มครองภัยสงคราม( War) และภัยจลาจล นัดหยุดงาน การก่อความวุ่นวายทางการเมือง( Strikes, Riots and Civil Commotion (SRCC) สำหรับประกันภัยทางทะเล จะมีระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 7 วัน

“บริษัทน้ำมันและบริษัทค้ารายใหญ่บางแห่งได้ระงับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของการขนส่งน้ำมันโลก”

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ความคุ้มครองภัยสงครามสำหรับความเสี่ยงใหม่ ๆ อาจไม่สามารถจัดหาได้ หรือหากมี ก็จะมีค่าเบี้ยประกันภัยสูงมาก จนอาจทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยสถานการณ์สงคราม ยังเพิ่มความเสี่ยงโจรสลัดในพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณอ่าวเอเดน (Gulf of Aden)

“กองทัพเรืออาจต้องมุ่งเน้นภารกิจด้านความมั่นคงมากกว่าการลาดตระเวน ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยสินค้าทางทะเลและตัวเรือปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มฮูตีในเยเมนยังประกาศว่าจะกลับมาโจมตีเรือที่ผ่านทะเลแดงอีกครั้ง”

มีรายงานว่า บริษัทรับประกันภัยภัยสงครามได้ออกหนังสือแจ้งยกเลิกกรมธรรม์สำหรับเรือที่ผ่านจุดคอขวดน้ำมันสำคัญของโลก โดยโบรกเกอร์หลายรายคาดว่า อัตราเบี้ยประกันภัยจะปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 50% ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า โดยต้นทุนการประกันภัยเรือในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 0.25% ของมูลค่าทดแทนเรือ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.375%

Dylan Mortimer หัวหน้าฝ่าย Marine Hull UK War บริษัท  Marsh โบรกเกอร์ระดับโลก กล่าวว่า ว่า การปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยเกิดขึ้นในวงกว้าง แม้แต่เรือที่แวะท่าเรือในอิสราเอล ซึ่งปกติคิดอัตราเบี้ยประกันภัย 0.1% ก็เผชิญการปรับเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น 50% เช่นกัน

ภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังกลายเป็น “เขตเสี่ยงสูง” สำหรับเรือพาณิชย์จำนวนมาก ทำให้เรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ซึ่งเพิ่มระยะเวลาการขนส่งอย่างน้อยประมาณ 2 สัปดาห์ ผลกระทบดังกล่าว จะทำให้เวลาขนส่งสินค้าส่งออกของอินเดียไปยุโรปและสหรัฐอเมริกายาวนานขึ้น และทำให้ค่าระวางเรือรวมถึงค่าเบี้ยประกันภัยสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นราว 15%–20%

ภาคการบินปั่นป่วน ต้นทุนประกันพุ่ง

เช่นเดียวกับภาคทางทะเล ความคุ้มครองภัยสงครามสำหรับตัวเครื่องบิน (Hull War Risk) จะเผชิญการปรับเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมกับขีดความสามารถในการรับประกันภัย(Capacity) ที่หดตัวลง

การปิดน่านฟ้าเกือบทั่วทั้งตะวันออกกลาง ส่งผลให้สายการบินอย่าง Air India และ IndiGo ต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน หรือยกเลิกบางเที่ยวบิน ทำให้ระยะเวลาการเดินทางยาวนานขึ้น และราคาตั๋วโดยสารเพิ่มสูงขึ้นสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไปฝั่งตะวันตก

การยกเลิกเที่ยวบินจากการปิดน่านฟ้าอาจเข้าข่าย “เหตุสุดวิสัย” (force majeure) ซึ่งโดยทั่วไป ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับเงินคืนเต็มจำนวน เปลี่ยนเที่ยวบินฟรี หรือรับบัตรกำนัลเดินทาง ขึ้นอยู่กับนโยบายของสายการบิน

สำหรับการเรียกร้องสินไหมทดแทนภายใต้กรมธรรม์ จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ตกลงไว้ในแต่ละสัญญา โดยประกันภัยการเดินทางอาจครอบคลุมค่าโรงแรมหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถขอคืนได้

เช่นเดียวกับประกันภัยทางทะเล ภาคการบินกำลังเผชิญภาวะขีดความสามารถในการรับประกันภัยตึงตัวและการปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับสายการบินที่บินใกล้พื้นที่ความขัดแย้ง เนื่องจากความเสี่ยงความเสียหายทางกายภาพและการเปลี่ยนเส้นทางบินที่สูงขึ้น

Radhakrishnan กล่าวว่า” สายการบินอาจต้องการการสนับสนุนด้านการประกันภัยต่อจากรัฐบาลของแต่ละประเทศ เช่น การค้ำประกันโดยรัฐ (sovereign guarantee) เหมือนที่อิสราเอลจัดให้สายการบินของตน เพื่อคุ้มครองความเสียหายจากสงครามและให้สายการบินสามารถให้บริการต่อไปได้

ผลกระทบลามเศรษฐกิจและตลาดทุน

นอกจากประกันภัยทางทะเลและการบินแล้ว  ความขัดแย้งยังอาจส่งผลกระทบต่อประกันภัยประเภทอื่น เช่น ประกันภัยการเดินทาง ประกันภัยการจัดงาน และความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายคนและสินค้า

ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เช่น เงินเฟ้อ ความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนวัตถุดิบและแรงงาน อาจทำให้ต้นทุนค่าสินไหมทดแทนเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ความผันผวนของตลาดหุ้นก็จะสร้างแรงกดดันต่อผลประกอบการของบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะในส่วนรายได้จากการลงทุน

สถานการณ์นี้จึงไม่เพียงเป็นวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมประกันภัยและเศรษฐกิจอินเดียในภาพรวม

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....