บริษัทประกันภัยในเอเชียแปซิฟิกเผชิญแรงกดดันด้านกำไร ผลพวงสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ค่าใช้จ่ายพลังงานที่เพิ่มขึ้นและปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน ดันต้นทุนและค่าสินไหมพุ่ง

เว็บไซต์ Insurance Asia รายงานข่าวความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่า จะสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมประกันภัยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก(APAC)ตลอดปี 2569 นี้

ตามรายงาน Credit Conditions ไตรมาส 2 ปี 2569 ของ S&P Global Ratings ระบุว่า แม้บริษัทประกันภัยในเอเชียแปซิฟิกยังมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับแรงกระแทกในระยะสั้น แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจค่อย ๆ บั่นทอนความแข็งแกร่งดังกล่าว ผ่านแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาดการเงิน

ปัญหาห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นความเสี่ยงหลักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยสูงขึ้น ต้นทุนค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทไม่สามารถปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยได้ทันกับความเสี่ยงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ หากเศรษฐกิจชะลอตัวในวงกว้าง อาจส่งผลให้ความต้องการซื้อประกันภัยของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจลดลง จะยิ่งกดดันอัตรากำไรของบริษัทประกันภัย

ขณะเดียวกัน ความผันผวนของตลาดการเงินและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange ) ที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้ จะเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของงบดุลของผู้ประกอบการในภูมิภาค

บริษัทประกันภัยที่มีการลงทุนในต่างประเทศในสัดส่วนสูง จะเผชิญแรงกดดันด้านรายได้เพิ่มขึ้น แม้ว่าบางประเทศจะมี “กันชน” รองรับอยู่บ้าง

ตัวอย่างเช่น บริษัทประกันภัยในญี่ปุ่น สามารถใช้กำไรที่ยังไม่รับรู้จากการขายหุ้นในประเทศ รวมถึงเงินสำรองจากความผันผวนของราคา เพื่อชดเชยผลขาดทุนจากการขายพันธบัตรภายในประเทศ

S&P ระบุว่า แม้ปัจจุบัน บริษัทประกันภัยในเอเชียแปซิฟิกยังมีเงินทุนเพียงพอในการรับมือสถานการณ์ แต่แนวโน้มยังคงขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลาของความขัดแย้ง” เป็นสำคัญ หากสงครามยืดเยื้อ รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงผันผวน อาจยิ่งเพิ่มความผันผวนของตลาด ทำให้ “ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง” กลายเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญในการแข่งขันของบริษัทประกันภัยในปีถัดไป

 

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....