S&P มองบริษัทประกันต่อระดับโลกยังแข็งแกร่ง รับแรงกระแทกสงครามตะวันออกกลางได้
เหตุทุนหนา กำไรหนุน แม้สายธุรกิจประกันภัยเฉพาะทางเสี่ยงเคลมพุ่งทั้งประกันภัยสงคราม ประกันภัยทางทะเล ประกันภัยการบิน ประกันภัยพลังงาน ประกันภัยก่อการร้าย ประกันภัยการเมือง ประกันภัยทรัพย์สิน
เว็บไซต์ AsiaInsuranceReview รายงานข่าวระบุถึงรายงานฉบับใหม่จาก S&P Global Ratings เผยว่า สงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง ไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัทรับประกันภัยต่อ (Reinsurers) ระดับโลก เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีการถือครองสินทรัพย์ในภูมิภาคดังกล่าวโดยตรงในสัดส่วนที่จำกัด
รายงานระบุว่า อุตสาหกรรมประกันภัยต่อทั่วโลกก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วยฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลการรับประกันภัย (underwriting performance) ที่แข็งแกร่ง
S&P เชื่อว่า ความเสี่ยงด้านสินทรัพย์โดยตรงของบริษัทรับประกันภัยต่อระดับโลกในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีจำกัด ขณะระดับเงินกองทุนของบริษัทเหล่านี้ มีความเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงจากการลดลงของคุณภาพเครดิตที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามได้
สำหรับ บริษัทรับประกันภัยต่อขนาดใหญ่ระดับโลก 19 บริษัทที่ S&P ทำการจัดอันดับนั้น การลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลางยังไม่ถือว่ามีความสำคัญในเชิงสัดส่วนของพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม ในด้านความรับผิดตามสัญญาประกันภัย (liability side) บริษัทรับประกันภัยต่อยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับความสูญเสียหรือความเสียหายจากสินไหมทดแทนที่อาจกระทบต่อผลกำไรได้
โดยความขัดแย้งครั้งนี้ ส่งผลกระทบมากเป็นพิเศษต่อประกันภัยเฉพาะทาง (Specialty Lines) ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่รับประกันความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนหรือมีความเสี่ยงสูง เช่น ประกันภัยสงคราม (War Risk),ประกันภัยการบิน (Aviation),ประกันภัยพลังงาน (Energy) ,ประกันภัยความรุนแรงทางการเมือง (Political Violence) และประกันภัยความเสี่ยงเฉพาะทางอื่น ๆ ซึ่งประกันภัยกลุ่มดังกล่าวมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค จึงเพิ่มโอกาสที่จะเกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจำนวนมาก
S&P ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ที่มีการทำประกันภัยไว้ (insured losses) ในระดับสูง และความขัดแย้งครั้งนี้อาจมีผลกระทบในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมประกันภัยต่อ
อย่างไรก็ตาม ขนาดของความเสียหายที่แท้จริงยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนในขณะนี้ โดยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ระยะเวลาของสงคราม, ขอบเขตการขยายตัวของความขัดแย้ง ,ทิศทางและพัฒนาการของสถานการณ์ เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความผันผวนสูง โดยความเสียหายจากสินไหมทดแทนอาจค่อย ๆ ปรากฏชัดในช่วงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนข้างหน้า
ในระยะนี้ S&P ประเมินว่า หลายสายธุรกิจของการประกันภัยต่อที่มีความเสี่ยงต่อความผันผวนและความสูญเสียเพิ่มขึ้น ได้แก่ประกันภัยทางทะเล,ประกันภัยการบิน,ประกันภัยพลังงาน ,ประกันภัยความรุนแรงทางการเมือง ,
ประกันภัยก่อการร้าย (Terrorism) ,ประกันภัยไซเบอร์ (Cyber)รวมถึงความเสี่ยงด้านทรัพย์สินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และกรมธรรม์ที่คุ้มครองความเสียหายจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานหรือการค้า
ปัจจุบัน บริษัทประกันภัยทางทะเล(Marine) หลายแห่งได้เริ่มยกเลิกความคุ้มครองความเสี่ยงภัยสงคราม สำหรับพื้นที่ที่เป็นเขตความขัดแย้งแล้ว เช่น อ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) และพื้นที่ทะเลใกล้เคียง โดยบริษัทรับประกันภัยต่อที่มี เครือข่ายธุรกิจครอบคลุมหลายภูมิภาค และมีสัดส่วนธุรกิจในตลาดประกันภัยเฉพาะทางในตะวันออกกลางสูง จะเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com

