สำนักงาน คปภ. เผยโฉมแผนรับมือภัยพิบัติ (Playbook) มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้ภาคธุรกิจประกันภัยทำงานเชิงรุก เน้นการสื่อสารทิศทางเดียวกัน และการเยียวยาผู้เอาประกันภัยที่รวดเร็วเทียบเท่าภาวะปกติ เตรียมนำร่องซักซ้อมเสมือนจริงภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน

นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากบทเรียนเหตุการณ์ภัยพิบัติในอดีต เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ พบว่าแม้บริษัทประกันภัยจะมีแผนต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ของตนเองอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงมักเกิดความสับสนและขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดการฝึกซ้อมร่วมกันทั้งระบบ ทำให้การบริการลูกค้าและกระบวนการประเมินภัยเป็นไปอย่างล่าช้า

“Disaster Management Playbook” จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแผนบริหารจัดการภัยพิบัติ (Disaster Plan) ของทั้งอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันภัย ให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติหรืออุบัติเหตุรายใหญ่ จะได้รับความคุ้มครองและการเยียวยาตามสัญญาประกันภัยอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อให้สามารถฟื้นฟูและกลับสู่สถานะเดิมได้ทันทีเสมือนอยู่ในภาวะปกติ

นางมยุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า Playbook เล่มนี้ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระใหม่ให้บริษัทประกันภัย แต่เป็นการ “เตรียมความพร้อมและซักซ้อม” บทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนในทุกระยะ อย่างระยะก่อนเกิดเหตุ บริษัทต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่การรับประกันภัย การประเมินความเสี่ยงพื้นที่ และการเตรียมระบบข้อมูล (IBS) ให้ทันสมัยอยู่เสมอ และระยะเกิดเหตุ บริษัทประกันภัยต้องสามารถเข้าถึงพื้นที่และดูแลลูกค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการสั่งการจาก คปภ. รวมถึงต้องมีการประสานงานส่งต่อข้อมูลร่วมกับ คปภ. และผู้ประเมินวินาศภัย (Surveyor) อย่างเป็นระบบ

นอกจากนั้นยังรวมถึงด้านการสื่อสาร ชุดข้อมูลที่แถลงต่อสาธารณะและสื่อสารกับลูกค้าจะต้องเป็น “ชุดข้อมูลเดียวกัน” (Single Voice) เพื่อป้องกันความสับสนและสร้างภาพลักษณ์ความร่วมมือที่เข้มแข็งของอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ขอบเขตของ Playbook จะครอบคลุมทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ และอุบัติภัยรายใหญ่ที่มีผลกระทบต่อสาธารณชนเป็นวงกว้าง

โดย คปภ. จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดให้มีการ ซักซ้อมแผนดังกล่าวเป็นประจำทุกปี เริ่มต้นครั้งแรกภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินและสามารถปฏิบัติงานได้จริงเมื่อเกิดวิกฤต

“เป้าหมายของเราคือการทำให้การซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับการซ้อมหนีไฟ เพื่อให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่บริษัทประกันภัย ผู้ประเมินภัย ไปจนถึง คปภ. รู้หน้าที่ของตนเองและทำงานสอดประสานกันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นใจอย่างยั่งยืนของผู้เอาประกันภัยในที่สุด” นางมยุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย.-

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....