คุณชาญฤทธิ์ สุกปลั่ง รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัย บมจ.เงินติดล้อ บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings หรือ TIDLOR เปิดเผยถึงทิศทางและกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัยว่า ภาพรวมตลาดประกันภัยในไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้ารายย่อย ทั้งประกันรถยนต์ อุบัติเหตุ และสุขภาพ ซึ่งยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาพอร์ตประกันภัยของบริษัทฯ ปิดยอดการขายอยู่ที่ราว 11,000 ล้านบาท หรือเติบโต 10.5% และสำหรับปีนี้ 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรวมไว้ที่ระดับ 8-10% โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีมียอดเบี้ยประกันภัยวินาศภัยรวมเพิ่มขึ้นถึง 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจุบัน ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของเงินติดล้อ แบ่งออกเป็น 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ “ประกันติดโล่” ซึ่งเป็นแบรนด์หลักที่มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 70-75% และกลุ่มธุรกิจ InsurTech อีก 2 แบรนด์ คือ อารเกเตอร์ “Areegator” และ เฮ้ กู๊ดดี้ “heygoody.com”
บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งด้านช่องทางการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม ทั้งสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมพนักงานที่มีใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิตรวมกว่า 5,000 คน รวมทั้งพนักงานขายทางโทรศัพท์ (Telesales) อีกกว่า 400 คน และช่องทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน “ติดใจแอป” (Tid Jai App) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยปัจจุบันมีลูกค้าต่ออายุประกันรถยนต์ผ่านแอปฯ สูงถึงเกือบ 50% โดยไม่ต้องเดินทางไปสาขา
สำหรับกลุ่มธุรกิจ InsurTech บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องผ่าน อารีเกเตอร์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้นายหน้าประกันวินาศภัยอิสระ ปัจจุบันมีนายหน้าลงทะเบียนใช้งานกว่า 12,000 ราย และมีการส่งงานแบบแอคทีฟราว 5,000 ราย
จุดเด่นคือช่วยให้นายหน้าสามารถเปรียบเทียบเบี้ยประกันได้รวดเร็วภายใน 5 วินาที พร้อมมีบริการผ่อนชำระให้ลูกค้า ซึ่งช่วยให้นายหน้ารายย่อยทำงานได้ง่ายและปิดการขายได้เร็วขึ้น
ขณะที่ heygoody (เฮ้กู๊ดดี้) แพลตฟอร์มประกันออนไลน์ 100% ที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อประกันด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีจุดยืนชัดเจนคือ “ไม่มีพนักงานโทรศัพท์รบกวน” (No cold calling) ทำให้ในปีที่ผ่านมามียอดขายเติบโตถึง 100% และล่าสุดกำลังริเริ่มพัฒนาการซื้อประกันผ่านช่องทางแชท (Chat) โดยเริ่มต้นที่ประกันเดินทาง ซึ่งพบว่าตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการซื้อออนไลน์แต่ยังอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณชาญฤทธิ์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า บริษัทได้รุกตลาด “ประกันชีวิต” สู่ New S-Curve โดยเจาะกลุ่ม Mass นับเป็นไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ประกันชีวิต” ซึ่งบริษัทฯ วางเป้าหมายให้เป็น New S-Curve ของกลุ่มประกันติดโล่ โดยจะเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางสาขาในเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
การรุกตลาดครั้งนี้เกิดจากการเล็งเห็น Pains point ของกลุ่มลูกค้ารากหญ้า (Mass) ที่ต้องการมีหลักประกันและทิ้งมรดกไว้ให้คนข้างหลัง แต่เข้าไม่ถึงประกันชีวิตรูปแบบเดิมๆ ที่เบี้ยประกันสูง บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกับ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตตลอดชีพ (เช่น แผน 85/5 และ 85/10)
“เราออกแบบมาเพื่อคนไทยฐานรากโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียงหลักร้อย ประมาณ 500 บาทต่อเดือน ซึ่งเขาสามารถชำระเป็นรายเดือนได้ โดยสมัครได้ตั้งแต่อายุ 30 วัน ถึง 60 ปี โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ” คุณชาญฤทธิ์กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดหวังว่าธุรกิจประกันชีวิตจะเติบโตและก้าวขึ้นมามีสัดส่วนเกิน 10% ของรายได้รวมภายในระยะเวลา 5 ปี ด้วยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าเดิมทั้งกว่า 2 ล้านราย และเป็นส่วนประกันภัยกว่า 1.2 ล้านราย และนอกจากแผนประกันชีวิตแล้ว ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ประกันโรคร้ายแรง (Critical Illness) เพื่อจำหน่ายผ่านช่องทาง Telesales รองรับเทรนด์ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น
คุณชาญฤทธิ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุดควบคู่ไปกับการเติบโต คือ “การดูแลลูกค้าหลังการขาย” โดยได้จัดตั้งศูนย์บริการข้อมูล Call Center 1501 เพื่อเป็นศูนย์กลางคอยช่วยเหลือและให้คำปรึกษาลูกค้าตั้งแต่การเลือกซื้อไปจนถึงการประสานงานเรื่องการเคลมประกัน ในปีที่ผ่านมามีสายเรียกเข้าเพื่อขอรับความช่วยเหลือเกือบ 50,000 สาย ซึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ “เงินติดล้อ” ในการเป็นที่ปรึกษาด้านการประกันภัยที่โปร่งใส พึ่งพาได้ และมุ่งสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง.-
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com

